Blog

สุขภาพ.ความงาม.การรักษาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวา
น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตา
บางครั้งจะได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ได้มีการสำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคนพบว่า 80%
มักมีปัญหาเรื่องสายตา
เเละต่อจากนี้ไปคือความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยคว
รระวังคือ การเกิดต้อกระจก จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ
การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัด
อาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ
เราต้องมั่นดูเเลรักษาสุขภาพตาให้ดีไม่งั้นอาจจะเกิดโรคนี้ได้
การเกิดต้อหิน
จะเกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน
เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้
ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด
ซึ่งเรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ
เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย
มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว
แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป
เเละสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ได้
ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด
ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ

ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ
หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงได้
เรื่องต่อมาคือการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น คืออาการเบื้องต้นคือ
มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด
ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและ
ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นเอง โรคความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดจากโรคนี้
มีจุดหรือเงาดำในตา ในผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่าน
คล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน
นั้นคือสาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่
นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้น
แม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา
แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วย
ควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ในทันที
เเละนี้คือโรคทั้งหมดที่เกิดจากดวงตาในผู้สูงอายุซึ่ง
ผู้สูงอายุต้องระวังให้ดีในการที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา
เราต้องดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงอยู่เสมอ
ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องดูเเลสุขภาพในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
เพราะว่าหากดูเเลตัวเองดีเเล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเ
รงด้วยดังนั้นเราต้องดูเเลตัวเองให้ดีในทุกส่วนของร่างกาย…

เสลดพังพอนตัวเมีย แก้สิว แก้แผล ได้ผลดีเกินคาด

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่),
พญาปล้องคำ (ลำปาง), พญาปล้องทอง (ภาคกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
เสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆ มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำหรือแยกเหง้าแขนงไปปลูก ขณะเดียวกัน เสลดพังพอนตัวเมีย
ยังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี
มีแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ใน จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย
โดยในไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วน ใบเสลดพังพอนตัวเมีย จะเป็นใบเดี่ยว
ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ด้าน ดอกเสลดพังพอนตัวเมีย ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6ดอก
กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ
ปากล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ โดยกลีบดอกจะเป็นรูปทรงกระบอก
ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่ากัน มีขนเป็นต่อมเหนียวอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน
ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม แต่มักจะไม่ค่อยออกดอก
ซึ่ง เสลดพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย
จะแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง
ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามและมีดอกเป็นสีแดงส้ม ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน
หลายตำราจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย ว่า “พญายอ” หรือ “พญาปล้องทอง” ขณะที่ เสลดพังพอนตัวผู้
จะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย และตำรายาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
สรรพคุณที่น่าสนใจของ เสลดพังพอนตัวเมีย มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือ
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและเม็ดผดผื่นคัน
นอกจากนี้ยังใช้ใบสดประมาณ 5 ใบ นำมาตำพอกบริเวณแผลสัก 10 นาที
ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหลได้ หรือใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง
หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดีขณะที่อีกตำราระบุว่ายังช่วยรักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพ
รุนไฟ แผลสุนัขกัด และแผลที่เกิดจากการถูกกรดได้อีกด้วยเพียงแค่นำใบไปหุงกับน้ำมัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นนั่นเอง…

สูตรลดความอ้วนธรรมชาติได้ผลภายใน 3 วัน

สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วนอย่างได้ผลภายใน 3 วันในวันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆที่ช่วยทำให้คุณลดน้ำหนักได้ทันตาเห็นเป็นวิธีแบบธรรมชาติที่ต้องอาศัยความอดทนของตัวเราเป็นตัวตั้งในการลดน้ำหนักในครั้งนี้
เหมาะสำหรับใครที่ต้องออกงานแบบเร่งด่วนเพื่อให้สามารถสวมใส่เสื้อผ้าออกมาให้ดูสวยงาม โดยวิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ 1-2กิโลกรัมภายใน 3 วันโดยเราจะต้องเตรียมการรับประทานอาหารตามสูตรนี้นั้นคือ
เช้าทานไข่ต้ม 2 ฟองกับนม 1 แก้ว ในช่วงเที่ยงทานอกไก่ต้มกับน้ำเต้าหู้ 1แก้ว เย็นทานสลัดไข่ต้ม+โยเกิร์ต และก่อนเข้านอน ทาน นมอุ่นๆ 1 แก้ว สำหรับระหว่างวันที่รู้สึกมีอาการหิวให้รับประทานน้ำหรือนม
งดการรับประทานแป้งและน้ำตาลจะทำให้น้ำหนักเพราะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และควรงดอาหารที่มีรสเค็มเพราะมีโซเดียมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณบวมน้ำหากการสังเกตดีๆก่อนเข้านอนหากคุณน้ำหนัก 53 กิโลกรัม
เมื่อตื่นนอนน้ำหนักก็ยัง 53กิโลกรัมส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของเรารับประทานโซเดียมเข้าไปและดูดน้ำไว้ในร่างกายทำให้น้ำหนักไม่ลดทั้งๆที่เรา
ไม่ได้ทานเยอะเป็นอาการบวมน้ำจึงควรระมัดระวังในส่วนนี้และสำหรับวิธีที่แนะนำในการลดน้ำหนักไม่มีข้อเสียและผลกระทบใดใดทั้งสิ้น
เรายังคงรับประทานเหมือนเดิมเพียงแต่ลดจำนวนน้อยลงเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพบางคนใช้สูตรการอดอาหารเร่งรัดโดยทานแต่น้ำถึงแม้ว่าจะสามารถลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของคุณ
เป็นอย่างมากและจะเกิดอาการโยโยกลับมาทานมากกว่าเดิมการอดอาหารจึงไม่ใช่เรื่องดี เมื่อนำเทคนิคนี้ไปใช้เพื่อให้น้ำหนักลด 1-2 กิโลกรัมภายใน3 วันแบบง่ายๆที่คุณสามารถทำตามไม่ยากหลังจากที่เราสามารถรับประทานได้ตามลักษณะนี้
การเพิ่มจำนวนวันให้มากขึ้นเป็น1 อาทิตย์ หรือ 2 อาทิตย์ก้สามารถทำได้เพื่อควบคุมน้ำหนักต่อไป…

เผยแล้ว! นอนอย่างไรให้ผอม

เราทุกคนรู้ดีว่าการนอนเป็นการพักผ่อนหากเรานอนในระยะเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมง ก็จะถือว่าเป็นการนอนที่ทำให้เรามีสุขภาพดีแต่ในบางคนอาจจะนอนจนอ้วน
เพราะนอนทั้งวันกินแล้วนอนไม่ได้ออกกำลังกายแต่เชื่อหรือไม่ว่า มีวิธีที่จะทำให้คุณนอนแล้วผอมซึ่งมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่และนอนอย่างไรถึงจะนอนให้ผอมเรามาดูกัน
มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการนอน และพบว่าในระหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานสูงสุดอยู่ที่ 300 kcal
และนั่นหมายความว่าเมื่อเราตื่นมาก็จะเกิดอาการหิว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไป รวมทั้งหากเรานอนหลับได้สนิทไม่ตื่นกลางดึกก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายและฟื้นฟูร่างกาย แต่จะทำอย่างไร ถึงจะนอนแล้วผอมเคล็ดลับง่ายๆ คือนอนก่อนตี 3
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 22.00 03.00 ควรนอนให้อยู่ในช่วงระยะเวลานี้เพราะช่วงนี้โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาง่าย และทำงานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นหากเราอยากจะนอนให้มีคุณภาพนอนแล้วผอมก็จะต้องไม่นอนดึกเกินกว่าตี 3 และจะต้องนอนให้หลับสนิทในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของการนอน
เราจะต้องพยายามหลับให้ได้สนิทเพราะช่วง 3 ชั่วโมงแรกนี้โกรทฮอร์โมนจะทำงานได้อย่างเต็มที่ และควรนอนหลับให้สนิทต่อเนื่องถึง 7 ชั่วโมง
เพราะจะอยู่ในระดับที่มีผลกับสุขภาพแต่หากคุณนอนหลับเพียงแค่วันละ 4-5 ชั่วโมงโอกาสที่จะอ้วนกว่าเดิมนั้นมีสูงอย่างแน่นอนเพราะการนอนน้อยจะทำให้ฮอร์โมนเกรลินหลั่งออกมามาก
และกระตุ้นความหิวให้มากกว่าปกติและแน่นอนว่าตื่นมาก็จะตั้งหน้าตั้งตารับประทาน ดังนั้นโอกาสที่จะอ้วนมีสูงกว่าเดิม และการนอนให้ครบ 7 ชั่วโมง
ก็ถือว่าเป็นการนอนที่จะทำให้คุณพักผ่อนไม่เหนื่อยล้าและช่วยให้คุณพร้อมที่จะตื่นมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ…

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นหวัด ควรทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้หายไวขึ้น

ช่วงนี้ฝนกำลังตกหนัก แน่นอนว่ามันทำให้เราเป็นหวัดกันได้ง่าย
แต่ถ้าเป็นแล้วควรทำตัวอย่างไรดีเพื่อให้หายไวขึ้น ลองมาทำตามกันดูได้เลย

อย่างแรกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ใครๆ ก็รู้ มันคือเรื่องพื้นฐานเลย
นั่นก็คือการนอนพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยเป็นไข้แล้วด้วย ควรนอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าสามารถลางานได้ก็อย่าลังเล เพราะสุขภาพของเราสำคัญกว่างาน
ในช่วงนี้ขอมานอนพักผ่อนสักวันคงไม่ทำให้อะไรเสียหายมากนักหรอก

สาเหตุที่สำคัญอีกอย่างที่ควรนอนพักผ่อนอยู่บ้านก็คือ
ถ้าหากว่าเราเป็นหวัดแล้วดันเอาเชื้อไวรัสไปแพร่กระจายที่ออฟฟิศ
ทุกอย่างมันจะแย่ลง
เพราะถ้าทุกคนต้องมาติดหวัดจากเราก็คงทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย
ทางที่ดีก็คือควรนอนอยู่บ้านไปสักระยะ
รอให้สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติเสียก่อนก็ได้

การรับประทานอาหารก็เช่นกัน ควรทานอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ขณะที่การรับประทานผลไม้ให้เยอะเข้าไว้ก็เป็นเรื่องดี
เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็น ขณะที่น้ำร้อนๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรดื่ม
เพราะมันจะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยชำระล้างเชื้อไวรัส
รวมถึงสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย
สามารถดื่มเป็นน้ำเปล่าหรือว่าน้ำผลไม้สดที่ไม่ผสมน้ำตาลก็ได้
ทุกอย่างล้วนเป็นผลดีต่อร่างกายทั้งนั้น
ขณะที่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นหวัดก็คือขนมที่มีส่วมผสมของน้ำตาล
เพราะมันจะทำให้ร่างกายมีความต้านทานเชื้อโรคต่ำ
เมื่อเป็นหวัดแล้วก็จะใช้เวลานานกว่าจะหาย

การทานยาที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อรู้สึกว่าร่างกายของเราเริ่มมีแนวโน้มที่จะ
แย่ลง อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาให้ดีก่อนว่ายาดังกล่าวมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่
รวมไปถึงว่าเราแพ้ยาตัวนั้นๆ หรือไม่ด้วย
เพราะถ้าไม่ทำอย่างถูกต้องแล้วมันก็จะกลายมาเป็นผลเสียแทนที่จะเป็นผลดี

นี่ก็คือวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการหวัดจากแย่ให้กลายมาเป็นดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เป็นหวัด
เราควรนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ใช้ร่างกายแบบโหมหนักเกินไป
หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
นี่แหละคือแนวทางที่ดีที่สุด

แต่ถ้าเป็นหวัดมาแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดู
และก็ขออวยพรให้คนป่วยทุกท่านหายกันไวๆ…

5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าปัจจุบัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว
หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น
การอาบน้ำให้สดชื่น ซึ่งถือเป็หนนึ่งในกิจวัตรหลักประจำวันอยู่แล้ว
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราอาบน้ำอยู่ในทุกๆวันนั้น
เป็นวิธีที่ถูกต้องและดูแลผิวพรรณเราได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าใครยังไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับหัวข้อที่ว่า 5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว
เริ่มจากอาบแต่น้ำร้อน
คนส่วนใหญ่ มักอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จนชิน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน แต่รู้หรือไม่ว่า การอาบน้ำร้อนบ่อยๆ
เป็นหนึ่งในการทำลายผิวของเราแบบไม่รู้ตัว เพราะทำให้ผิวเป็นขุย อีกทั้งยังเป็นการขจัดน้ำมันบนผิวของเรามากเกินไป
ส่งผลให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันตัวเองได้แบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้ด้วย
อาบนานเกินไป
หลายคงอาจเพลิดเพลินกับการอาบน้ำให้ชุ่มฉ่ำ แต่จริงๆแล้ว การอาบน้ำนาน
ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เมื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำร้ายผิวทางอ้อม
ไม่ต่างอะไรกับการอาบน้ำร้อน เนื่องจากยิ่งอาบน้ำ ยิ่งทำให้ผิวแห้งก้าน และ
ระคายเคืองง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 นาทีเท่านั้น
อาบด้วยครีมประจำ
ในขณะที่เราอาบน้ำที่มีฟองมากจากครีม ก็เท่ากับว่า
เรายิ่งเจอสารเคมีมากเช่นกัน ซึ่งชัดเจนว่า มันจะทำลายน้ำมันหล่อลื่นบนผิว
ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งและหยาบกร้าน เหนือสิ่งอื่นใด เราเข้าใจได้ว่า
หลายคนอาจติดใจกับครีมอาบน้ำ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรใช้ทุกวัน
ใช้ฟองน้ำช่วยขัดถูตัว
เป็นอีกหนึ่งวิธี อาบน้ำที่ไม่ควรใช้ เนื่องจาก ฟองน้ำ ส่วนใหญ่
เป็นตัวสะสมแบคทีเรียและเชื้อราชั้นดี ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ
หนึ่งเดือน หรือ 4 สัปดาห์ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวปกติแทน ที่สำคัญ
ควรทำให้มันแห้ง หลังจากใช้งานเรียบร้อย
เช็ดตัวแรงเกินไป
ปิดท้ายกันที่ หลังอาบน้ำเสร็จ เราไม่ควรเช็ดตัวด้วยความแรงเกินไป
กลับกันควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความอ่อนนุ่ม และ เช็ดตัวพอหมาดๆเท่านั้น
แล้วจากนั้นทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว…

เลือกกินอย่างถูกวิธี ชะลอการเสื่อมวัยของร่างกาย

การกินถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ
การกินอาหารที่ส่งผลดีกับสุขภาพนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่รู้จักเลือกการกินอาหาร
มีความสุขกับการกินควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน
1. ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
2.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
3.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
4.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าลืมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ
(ที่ใส่นม ครีม และมีรสชาติหวานจัด) ก็เป้นสาเหตุของดรคต่างๆได้
6.ควรชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง และพยายามไม่ติดอาหารรสจัดเกินไป ถ้าทานรสจืดได้ก็ควรจะทาน
เพราะการไม่ปรุงรสอาหารนั้นจะส่งผลดีกับร่างกายอย่างที่สุด
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน การกินอาหารที่ให้โปรตีน  โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น
เต้าหู้ชนิดต่างๆ  สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย เพื่อดีต่อระบบย่อยอาหาร
9.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ไม่ควรทำในสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายคือสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่จะทำให้สุขภาพร่างกายเราแข็งแรง แต่หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
มันก็มีสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงอยู่ด้วย นั่นก็คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้การวอร์มอัพหลังจากออกกำลังกายเสร็จ
บางคนอาจจะสับสนระหว่างการวอร์มอัพและการคูลดาวน์จึงเผลอไปวอร์มอัพกันอีกครั้งหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
อันที่จริงการวอร์มอัพหรือว่าการยืดเส้นยืดสายนั้นเราจะทำไปเพื่อให้กล้ามเนื้อพร้อมต่อการออกกำลังกายเท่านั้น
ดังนั้นแล้วถ้าออกกำลังกายเสร็จ จึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปวอร์มอัพกันอีกครั้ง
อีกทั้งยังอาจเกิดผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่จะช้ำมากกว่าเดิมอีกด้วย
สำหรับใครบางคนที่ต้องการคาร์ดิโอ หรือสลายไขมันหลังออกกำลังกายเสร็จ
ก็ควรทำแต่พอดีๆ ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายเราต้องใช้แรงมาก ถ้าเกิดว่าทำคาร์ดิโอกันแบบเบาๆ
ไม่ใช่ร่างกายเปลืองจนเกินไปก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โอเค เมื่อออกกำลังกายเสร็จ แน่นอนว่าเสื้อผ้าของเราจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งคือการใส่เสื้อผ้านั้นต่อไปจนแห้งเพราะว่าเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อนั้นอาจเต็มไปด้วยเชื้อโรค
อาจส่งผลให้เป็นโรคผิวหนังหรือว่าเป็นสิวในภายหลังได้ง่ายๆ เลยเดือดร้อนต้องไปหายามาทาอีก
การไม่รับประทานอาหารเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพราะหลังจากออกกำลังกายมาใหม่ๆ
ร่างกายเราจะต้องการพลังงานเข้าไปเสริมเป็นอย่างมาก
เราควรที่จะทานอาหารเข้าไปหลังจากที่ออกกำลังกายมาแล้วไม่เกิน 30 นาที
ซึ่งถ้าช้าไปกว่านี้ ร่างกายของเราจะทำงานหนักขึ้นในด้านระบบย่อยอาหาร
ดังนั้นเราจึงควรที่จะรับประทานอาหารทันทีหลังหายเหนื่อย
โดยให้เน้นอาหารประเภทโปรตีนหรือว่าคาร์โบไฮเดรตจะเป็นดีที่สุด
สำหรับเครื่องดื่มหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จแน่นอนว่าหลายคนต้องมองไปที่เกลือแร่
นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้จริง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปล่ะก็ไม่ดีแน่
เพราะเครื่องดื่มเกลือแร่นั้นมักจะใส่น้ำตาลเข้าไปด้วย
ถ้าเป็นไปได้ก็ดื่มน้ำเปล่าเย็นๆ ให้ร่างกายสดชื่นเอาแทนจะดีกว่า
นี่ก็คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อออกกำลังกายเสร็จมาใหม่ๆ
เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักสุขภาพที่ออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ
เพราะบางครั้งพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำหลังจากที่ร่างกายเราได้ใช้พลังงานไป
เรียนรู้กันเอาไว้ก็ดีเพื่อที่การออกกำลังกายของเราจะได้มีประสิทธิภาพที่สุด…

ประโยชน์ของการดื่มน้ำมีมากกว่าที่คุณคิด

น้ำเปล่าคือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ลองลง
มาจากอากาศหายใจ ซึ่งน้ำ เป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายมนุษย์
ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ตั้งแต่ 55% ถึง 78% ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย
โดยกิจกรรมที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นทำให้ร่างกายของคนเราสูญเสียน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน
เราจึงต้องดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนเหงื่อที่ขับออกมาทำให้น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายของเรา
และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักอีกด้วยโดยวันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการดื่นน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
ซึ่งมีสิ่งที่ดีต่อร่างกายมากมายชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
1.ขจัดสารพิษในร่างกาย
น้ำนั้นมีส่วนสำคัญกับทุกอวัยวะในร่างกาย
โดยเฉพาะไตที่เป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับสารพิษออกจากร่างกาย
โดยเมื่อไตกรองสารพิษในของเหลวที่อยู่ในร่างกายแล้วก็จะถูกขับออก
มาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เหงื่อ และปัสสาวะ
การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น
2.ระบบขับถ่ายดีขึ้น
สำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องของการขับถ่ายการท่านน้ำเปล่ามากๆ
เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ
ลองเพิ่มปริมาณการดื่มให้มากขึ้น จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง
เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
ทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่าย เช่นเดียวกับการลดน้ำหนัก
การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องและรับประทานอาหารได้น้อยลง
รวมทั้งถ้าหากดื่มน้ำขณะที่กำลังหิว ๆ ละก็จะช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น
แต่การดื่มน้ำก็ยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบการเผาผลาญอีกด้วย
3.หัวใจแข็งแรงขึ้น
การดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและ
หลอดเลือดโดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำมากขึ้นทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง
ดีกว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมหรือของหวานว่ากันว่า
การดื่มน้ำเปล่าเพียงแค่ 5 แก้วใน 1 วัน
ก็ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยควรดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้วต่อวัน
4.ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
การขาดน้ำส่งผลต่ออารมณ์และความสามารถในการทำความเข้าใจ
สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆ
ร่างกายก็ยิ่งมีความชุ่มชื้น
แต่ในทางกลับกันหากสีเข้มก็แสดงว่าร่างกายอาจกำลังขาดน้ำอยู่
เพราะน้ำนั้นช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในทำงานได้เป็นปกติ
ลืมไปได้เลยกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ
5.ลดอาการอ่อนล้า
น้ำนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยลดอาการอ่อนล้าอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี
ซึ่งสาเหตุหลักๆของการเกิดอาการเหล่านี้สาเหตุก็มาจากอาการขาดน้ำนั่นเอง…

จิตดีชีวิตก็ดี เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตที่จะช่วยให้ชีวิตเรามีคุณภาพขึ้น

สุขภาพจิตถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนเรา เพราะถ้าสุขภาพจิตดี
มันจะส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเราด้วย
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องหมั่นดูแลสภาพจิตใจของเรา

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตจะมีวิธีใดบ้างล่ะ?
บอกได้เลยว่ามันมีเยอะมากๆ แต่ถ้าเอาที่เป็นหลักๆ ก็ขอยกมาตามนี้
ลองไปปรับใช้ดูกันได้เลย

อย่างแรกสุดคือเรื่องของการพักผ่อน ร่างกายของเราที่โหมทำงานอย่างหนัก
หรือว่าใช้ชีวิตมาอย่างหนักๆ แน่นอนว่ามันต้องการพักผ่อนบ้าง
และการพักผ่อนที่ดีที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอ
สังเกตได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรานอนน้อย เราจะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ
แต่ถ้าวันใดที่นอนหลับได้ 7-8 ชั่วโมง สมองเราจะปลอดโปร่ง
ทำอะไรก็เป็นไปอย่างไหลลื่น
อีกทั้งยังทำให้เราเครียดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ต่อมาคือการปรับนิสัยให้เป็นคนคิดบวก
สังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะดูสดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลา
ใครจะว่าเราโลกสวยก็อย่าได้ไปสนใจ เพราะการที่เรามองบวก คิดดี, พูดดี
และทำดีอยู่เสมอ จะเป็นพลังดึงดูดเอาสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ตัวเรา
ตราบใดก็ตามที่เราไม่ได้โลกสวยจนเกินไปก็ขอให้ทำตามนี้
ถ้าทำจนเป็นนิสัยก็รับประกันได้เลยว่าจะมีสุขภาพจิตดีในระยะยาวแน่นอน

ขณะเดียวกัน การที่เรารายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีทัศนคติในเชิงลบ
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ปลีกตัวออกมาจะดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องอยู่ด้วยจริงๆ
ก็อย่าได้สนิทมากนัก เพราะการที่เราพูดคุยกับผู้คนประเภทนี้มากๆ
จะทำให้เรากลายเป็นคนคิดลบไปโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งจะทำอะไรก็รู้สึกห่อเหี่ยวเอาได้ง่ายๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนต่อสุขภาพจิตของเรา

การฝึกทำสมาธิก็เป็นสิ่งที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี
ซึ่งการทำสมาธินั้นก็มีหลากหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางตามความเชื่อทางศาสนา หรือว่าในรูปแบบอื่นๆ
ถ้ามันทำให้สมองเราปลอดโปร่งไปสัก 5-10 นาที เพียงแค่สักครั้งใน 1 วัน
มันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้ว ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับความสงบสักครู่หนึ่ง
มันจะช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น อีกทั้งยังมีสติปัญญาในการรับมือกับสิ่งต่างๆ
ได้ดีขึ้นอีกต่างหาก

การหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตได้เหมือนกัน
ซึ่งการออกกำลังกายนั้นก็แล้วแต่ความสะดวก รวมไปถึงให้เหมาะสมตามวัยด้วย
สังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะดูกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างมาก
นั่นเพราะว่าสุขภาพไม่ได้ดีแค่ร่างกายเท่านั้น
แต่ยังส่งผลไปถึงทางด้านจิตใจอีกด้วย
ดังนั้นถ้ามีเวลาว่างก็อย่าปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
หาโอกาสมาออกกำลังกายดูบ้าง แล้วจะรู้เลยว่ามันดีอย่างไร

นี่แหละคือเคล็ดลับต่างๆ ที่แนะนำให้ลองนำไปปรับใช้กันดู
แล้วสุขภาพจิตจะดีขึ้นแน่นอน…