Blog

แก้ผิวแห้งง่ายๆด้วยวิธีนี้

ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ 
โดยปกติผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน 
และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ 
โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง 
สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง 
ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง 
เพราะฉะนั้นถ้าน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลงก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน คันเป็นขุยได้

สาเหตุของปัญหาผิวแห้ง
• อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง 
ผิวขาดน้ำมันหล่อ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ แสงแดด
• มลพิษต่างๆรวมทั้งอากาศที่มีความชุ่มชื้นต่ำ (ฤดูหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)
• ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น 
ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ และการอาบน้ำอุ่น ทำให้ผิวแห้งแตกได้
• ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ
• ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆเช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ โรคสะเก็ดเงิน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย
• ภาวะขาดสารอาหาร จำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง
• ควรจะกินน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
• ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป
• ในฤดูหนาวควรจะทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท
• ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
• เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เช่น เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ 
บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด 
เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของคุณได้แล้ว และนี่คือ สิ่งที่คุณควรทำเมื่อคุณนั้นต้องเจอกับผิวแห้ง…

วิธีดูแลผิวกายให้ขาวและสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวกายให้ขาวและสุขภาพดี

หลายคนที่มีผิวพรรณหม่นหมองทั้งหลายต้องหันไปเพิ่งยาและอาหารเสริมอย่างเช่น
กลูต้าไธโอน หรือคอลลาเจน และสารพัดวิธีอีกมากมาย
เพื่อต้องการสวยทางลัดและเพื่อให้ผิวขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อผิว วันนี้เราเลยมาแนะนำวิธีดูแลผิวแบบง่ายๆ

บำรุงผิวขาวด้วยการขัดผิว
การขัดผิว ถือเป็นการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดลอกออกไป
ซึ่งจะช่วยเผยผิวกายให้กระจ่างใสมากขึ้น
สำหรับการขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ขัดผิวด้วยฟองน้ำ แปลง ใยบวบ
หินสำหรับขัดผิว หรือแม้แต่การใช้ครีมอาบน้ำที่มีเม็ดสครับผิว เป็นต้น
โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมขัดผิวขณะอาบน้ำ
แต่ทั้งนี้การขัดผิวควรขัดอย่างเบามือและไม่ควรขัดบ่อยจนเกินไป
ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
เพราะถ้าหากขัดผิวบ่อยจนเกินไปจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น
และอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและผื่นคันบริเวณผิวหนังได้ง่าย

บำรุงผิวขาวด้วยด้วยสมุนไพรไทย
สำหรับตัวช่วยอย่างสมุนไพรไทยที่จะช่วยให้ผิวกายของสาว ๆ
ขาวใสขึ้นได้และเป็นที่นิยมอย่างมากคือ มะขามเปียก และขมิ้น
โดยมะขามเปียกจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกทำให้ผิวกระจ่างใส
ส่วนขมิ้นจะช่วยทำให้ขาวผ่องมากขึ้น
เพียงแค่นำมะขามเปียกไปแช่ในน้ำต้มสุกและนำขมิ้นมาปอกเปลือกตำให้ละเอียด
จากนั้นให้เอาสมุนไพรทั้งสองตัวมาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำผึ้ง
ซึ่งน้ำผึ้งจะมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่มมากยิ่งขึ้น

เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้นำมาขัดให้ทั่วตัวแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะขาวสว่างใสขึ้นได้ทันตาเลยล่ะคะ

บำรุงผิวขาวด้วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
สำหรับอาหารที่รับประทานแล้วจะช่วยบำรุงผิวกายให้ขาวใสขึ้นได้ สาว ๆ
ควรเน้นทานผักและผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ
เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้จะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
ซึ่งหากระบบการขับถ่ายดีก็จะทำให้ผิวพรรณดูขาวใสและเปล่งปลั่งขึ้นได้ทันตาเห็น
นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีสารแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่จะช่วยกระชับให้ผิวสวยมากขึ้น
อีกด้วย เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

บำรุงผิวขาวด้วยการออกกำลังกาย
สาว ๆ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างต่ำวันละ 30 นาที ประมาณ 4-5
วันต่อสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกใต้ผิว
รวมถึงสารพิษต่าง ๆ ภายในร่างกายออกมา
ซึ่งจะทำให้ผิวกายของคุณดูสว่างสดใสขึ้นได้
นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง
ซึ่งสามารถจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย

บำรุงผิวขาวด้วยครีมทาผิว
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่สาว ๆ
ควรทำเป็นประจำทุกวันคือต้องทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำ
เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและขาวขึ้น
แต่ทั้งนี้ครีมบำรุงผิวที่เลือกใช้ควรจะมีส่วนประกอบของไวท์เทนนิ่ง
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และมีวิตามินที่สำคัญสำหรับผิวอย่างเช่น วิตามินซี วิตามินเอ
และวิตามินอี เป็นต้น นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านสาว ๆ

ควรทาครีมกันแดดก่อนประมาณ 20 นาที เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี
ทั้งนี้ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ระหว่าง 15 – 29
ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปค่ะ

บำรุงผิวขาวด้วยน้ำนม
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่าอาบน้ำแร่แช่น้ำนมกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งสาว ๆ
เชื่อไหมคะว่าน้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก
เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย
เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ทำอย่างนี้แค่สัปดาห์ละครั้ง รับรองว่าผิวของสาว ๆ จะค่อย ๆ
แลดูขาวขึ้นได้แน่นอนจ้า

บำรุงผิวขาวด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ
การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งสาว ๆ
ทุกคนควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำวันละประมาณ 8-10 แก้ว เพียงเท่านี้ผิวกายของสาว ๆ
ก็จะสวยใสสุขภาพดีได้แล้วค่ะ…

โนโมโฟเบีย (Nomophobia) 

ย่อมาจากคำว่า “no mobile phone phobia”
โดยเป็นคำศัพท์ที่องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร หรือ YouGov
ได้บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2008 เพื่อเรียกอาการที่เกิดจากความวิตก 
หรือความหวาดกลัวเมื่อต้องขาดโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร 
แล้วก็ถือว่าเป็นโรคจิตเวชที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวลหากพวกเราจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 
ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือใช้งานอยู่แล้วแบตเตอรี่เกิดหมดและทำให้พวกเรารู้สึกวุ่นวายใจ 
หมายความว่าพวกเราเข้าข่ายเป็นโนโมโฟเบีย แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น 
แต่ว่ายังพบได้ทั่วโลก อาการโนโมโฟเบีจะพบได้ในวัยรุ่น วัยทำงาน 
และก็พบได้ในกลุ่มของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

พฤติกรรมที่เข้าข่ายอาการโนโมโฟเบีย คอยการเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถืออยู่เสมอเวลา 
และวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเสมอ เวลาที่ตื่นนอนจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค 
และก่อนจะนอนก็จะเล่น เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์เข้ามา 
เราจะรีบหยิบขึ้นมาดู โนโมโฟเบีย กับความเสี่ยงที่จะเกิดอีกสารพัดโรค เช่น

» อาการทางสายตา ทำให้เกิดสายตาอ่อนล้า แห้งได้
» 
นิ้วล็อก เมื่อเราใช้นิ้วจิ้ม กด หรือสไลด์หน้าจอ ทำให้เกิดอาการนิ้วชา ปวดข้อมือ ไปจนถึงเอ็นข้อมืออักเสบ
» 
หมอนรองกระดูกเสื่อม เมื่อนั่งผิดท่า หรือนั่งเกร็งเป็นเวลานานเมื่อทำเป็นประจำอาจทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยทีเดียว
» 
เมื่อยคอ บ่า ไหล่ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นก็เพราะคนที่เล่นโทรศัพท์มือถือมักจะก้มหน้าและค้อมตัวลง ทำให้คอบ่า แล้วก็ไหล่เกิดอาการเกร็ง

หากคุณนั้นเริ่มติดมือถือ ให้คุยกับเพื่อนแทนการเล่นโทรศัพท์ 
เดินไปคุยกับคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรืออาจนัดกับเพื่อนให้ออกมาเจอกัน 
พยายามใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น แนะนำให้หากิจกรรมอื่นทำทดแทน 
ลองตั้งกฎว่าจะไม่จับมือถือในเวลาที่กำหนด อย่าง 30 นาที หรือ ชั่วโมง 
ต่อไปก็ค่อยๆเพิ่มเวลาห่างโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น 
แต่ถ้าเป็นมาแพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT)

5 อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง

เมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้นจนกระทั่งวัยที่อายุเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว 
ร่างกายก็จะรู้สึกเริ่มอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับสมองก็จะเริ่มทำงานช้าลงไปด้วย 
โดยเหตุนี้หากต้องการที่จะชะลอความเสื่อมสภาพของสมอง จึงควรทานผักและก็ทานผลไม้ดังต่อไปนี้

1. ธัญพืชและพืชตะกูถั่ว ได้แก่ ลูกเดื่อย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 
เม็ดบัว ถั่วเขียว ถั่วลิสง และข้าวโพด 
ต่างก็เป็นของกินที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมสมองให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ 
พร้อมทั้งมีคาร์โบไฮเดรต ที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างสดชื่อ
และก็มีไขมันช่วยให้สมองมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ทั้งวัน

2. ผักใบเขียว เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินอีและสารโฟเลต 
ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพ 
ซึ่งของกินที่ทานทุกมื้อควรมีผักใบเขียวเป็นส่วนประกอบอยู่ 
เพื่อจะช่วยบำรุงและเสริมสร้างสมองอยู่เสมอ

3. ใบแปะก๊วย เป็นอาหารที่จะทานเพื่อบำรุงสมองมากที่สุด 
เพราะมีสารกลุ่มลาโวน ไกลโคไซด์ และสารกลุ่มเทอร์ปีน แลโต
ที่ช่วยบำรุงสมองให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนั้นเมื่อนำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ทานก็จะช่วยฟื้นฟูความทรงจำได้

4. ใบบัวบก คนส่วนใหญ่คิดว่าใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ซ้ำในเพียงอย่างเดียว 
แต่ว่าความเป็นจริงแล้วใบบัวบกสามารถต้านการเสื่อมและบำรุงสมองได้ 
แล้วก็ถ้านำไปให้เด็กทานเป็นประจำก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคสมาธิสั้นได้

5. แอปเปิ้ล มีงานวิจัยพบว่าสารสื่อประสาท แอซิติโคลีน 
ที่มีอยู่ในลูกแอปเปิ้ล ช่วยทำให้สมองตื่นตัว เพิ่มความจำ 
และก็ลดการติดเชื้อของเซลล์ประสาท 
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์ประสาทตาได้ พร้อมทั้งช่วยบำรุงให้สมองทำงานได้ดีขึ้น

อาหารบำรุงสมองเป็นอาหารที่มีอยู่ในอาหารทุกๆหมู่ 
โดยเหตุนั้นการกินอาหารในครบ หมู่จึงเป็นการบำรุงทั้งร่างกายและสมองได้ง่ายที่สุด 
นอกจากนั้นยังต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำด้วย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย

เท้าเหม็น ปัญหาแบบนี้ แก้อย่างไรดี?

ปัญหาเท้าเหม็นเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก
ซึ่งปัญหากลิ่นเท้าจะพบบ่อยในบุคคลที่มีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะในเพศชาย
พบบ่อยในนักกีฬา นักวิ่ง บุคคลในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าอับอบเป็นเวลานานๆ

การมีกลิ่นเท้านั้นจะเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาเหงื่อออกจำนวนมาก
และแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ใช่แบคทีเรียที่รุนแรง
แบคทีเรียจะเปลี่ยนสารคัดหลั่ง รวมทั้งเหงื่อในบริเวณผิวหนังให้กลายเป็นกลิ่นเท้า
ในบางรายที่มีความรุนแรงมากจะพบมีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุมบริเวณฝ่าเท้า

สิ่งที่ผู้มีกลิ่นเท้าต้องทำ อันดับแรก คือ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ ใส่ถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้ายที่ไม่มีความอบ การอาบน้ำถูสบู่
การโรยแป้งที่บริเวณเท้าจะช่วยเรื่องของการระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเว
ณผิวหนังได้ ในกรณีคนที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก
การใช้ยาหรือสารที่ช่วยระงับกลิ่นก็จะมีส่วนสำคัญ…

6 สัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตน

กลูเตน เป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่เจอได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์
น้ำกะทิสำเร็จรูป ซีอิ๊ว น้ำสลัด น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง ปลากระป๋อง
และก็สินค้าที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี อย่างเบเกอรี่ต่างๆ
นอกเหนือจากนี้ยังถูกเอามาเป็นองค์ประกอบของเนื้อเทียมในของกินมังสวิรัติด้วย
แต่ว่าถึงแม้จะมีคุณประโยชน์มากมายขนานไหนแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้กลูเตน
ฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะมีการเกิดขึ้นเรา
ก็เลยได้รวบรวมสัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตนมาฝากกัน
ลองไปเช็คกันดูดีกว่าว่าคุณเป็นผู้ที่แพ้สารกลูเตนหรือไม่

1. อารมณ์แปรปรวน อาจจะมีผลต่ออารมณ์ทำให้มีความรู้สึกซึมเศร้าแล้วก็วิตกจริตอยู่ตลอดเวลา

2. ผื่นคัน โดยจะมีผื่นคันที่มีน้ำใสๆขึ้นทั่วร่างกาย แต่ว่าจะพบบ่อยในบริเวณศอก หัวเข่า และก็ก้น

3. ระบบขับถ่ายมีปัญหา อาการอย่างแรกที่จะเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการแพ้กลูเตน คือ เจ็บท้อง
ท้องเสีย ท้องอืด หรือท้องผูก โดยอาจจะมีอาการอย่างอื่น เช่น อาเจียนรวมด้วย

4. ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
สำหรับคนที่แพ้กลูเตนจะมีอาการลำไส้เล็กอักเสบจนไม่สามารถที่จะดูดซึมสารอาหารได้
ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีแรง

5. น้ำหนักลดลง หลายๆคนที่กำลังสงสัยอยู่ว่าทานก็เท่าเดิมแต่ทำไหมน้ำหนักถึงลดได้
อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ เพราะเมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้กลูเตน
จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอนั้นเอง

6. อุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีสีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มีไขมันปนอยู่ด้วย และมีกลิ่นที่เหม็นผิดปกติ
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันไว้ได้
ในเด็กจะมีอุจาระที่ค่อนข้างแข็งทำให้ขับถ่ายได้ลำบาก ส่วนวัยผู้ใหญ่ที่มีอุจจาระที่ค่อนข้างเหลว…

สารพัดประโยชน์ “ลูกพลับ” ดีต่อสุขภาพ

ถ้าเกิดใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วออกไปจ่ายตลาดตามซุปเปอร์มาร์สังเกตคุณจะมองเห็น “ลูกพลับ”
หลากหลายสายพันธุ์ ที่วางขายอยู่ล้นหลาม
นอกจากจะรสชาติที่อร่อยชวนให้คนญี่ปุ่นและคนต่างประเทศหลงใหลแล้ว ลูกพลับ
ยังมีประโยชน์อีกในหลายด้าน ถ้างั้นพวกเรามาดูคุณประโยช์จาก ลูกพลับ กันค่ะ
ลูกพลับเป็นผลที่ไม่ใหญ่และก็มีคุณค่าทางอาหารมากมาย
ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตมินซี วิตมินอี วิตมินบี6 เส้นใยอาหาร แมงกานีส ทองแดง แมกนีเซียม โพแทสเซียม และก็ฟอสฟอรัส
ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ลูกพลับ ยังมีสารประกอบอินทรีย์ที่มีประโยชน์สำคัญ
คือคาเทชิน (catechin) แกลโลคาเทชิน (gallocatechin) เบทูลินิก แอซิด (betulinic acid)
แล้วก็สารประกอบแคโรทีนอยด์ ด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารประกอบอินทรีย์ที่สำคัญ ทำให้ ลูกพลับ
เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ชาวต่างชาติ
ด้วยเหตุว่าลูกพลับมีคุณค่าทางสารอาหารที่ดีต่อสภาพทางด้านร่างกายมากมาย
ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาดู 5 ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากลูกพลับกันเลยดีกว่าค่ะ

คุณประโยช์จากลูกพลับต่อร่างกาย
1. ช่วยเรื่องสายตา ลูกพลับสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและโรคจุดรับภาพเสื่อม
ได้เป็นอย่างดี เพราะในลูกพลับจะอุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน (Zeaxanthin)
2. ชะลอความชรา ลูกพลับจะมีสารที่สามารถช่วยชะลอความชรา อย่างสารจำพวกบีต้า ไลโคพีน (lycopene)
คริปโทแซนทิน (cryptoxanthin) แล้วก็แคโรทีน ลูทีน (lutein)
ที่จะช่วยเรื่อง จุดกระ รอยเหี่ยวย่น และก็ความเหนื่อยอ่อนล้า ได้
3. ป้องกันโรคมะเร็ง ลูกพลับจะประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตมินเอ รวมทั้งสารฟีโนลิก ได้แก่
คาเทชินและก็แกลโลคาเทชิน ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
4. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลูกพลับถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตมินที่สูงมาก
ก็เลยสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ให้ต้านทานต่อแบคทีเรีย ไวรัสและราที่ก่อให้เกิดโรคได้
5. ช่วยควบคุมระดับความดันเลือด ลูกพลับประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ
ที่สามารถขยายหลอดเลือดและลดแรงดันเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดที่ดี…

เปลี่ยนรสจัด เป็นรสจืด หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ

อาหารรสจัดที่เป็นโทษต่อร่างกาย
*อาหารเค็มจัด เช่น อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร อาหารดัดแปลง อาหารดอง ฯลฯ
*อาหารหวานจัด อย่างเช่น ขนมไทยโบราณ น้ำอัดลม น้ำหวาน ฯลฯ
*อาหารมันจัด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภทน้ำกะทิ ฯลฯ
ผลเสียของอาหารเค็มจัด
อาหารเค็มจัด ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรไทยในเรื่องของระดับโซเดียมสูง
โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้รับประทานโซเดียมวันละ 2,000 มก.
แต่จากการสำรวจในปี 2552 พบว่าการบริโภคโซเดียมของคนประเทศไทย
เฉลี่ยสูงถึง 4,351 มก./วัน ซึ่งไม่เป็นผลดี ทำให้เกิดความดันเลือดที่สูง
อีกทั้งมีผลต่อหัวใจแล้วก็ไตได้

ผลข้างเคียงของอาหารหวานจัด
อาหารหวานจัด เป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพของคนประเทศไทย
พบว่าจำนวนน้ำตาลของการบริโภคในคนไทยค่อนข้างสูง
จากการสำรวจของสำนักงานกรรมการอ้อยและน้ำตาล
พบว่าในปี 2557 ประชากรไทยบริโภคน้ำตาล 33.8 กิโลกรัม/คน/ปี
คิดเป็น 92 กรัม/วัน หรือ 23 ช้อนชา
ขณะที่การบริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา/วัน
แต่ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่เหมาะสมสูงเป็น 4 เท่า ซึ่งไม่เป็นผลดี
ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคอื่นๆ

ผลเสียของอาหารมันจัด
ร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30
โดยการกินอาหารติดมันจากเนื้อสัตว์และต่างๆ
ไม่ควรเกิน 5-6 ช้อนชา เพราะในเนื้อสัตว์ 1 ช้อนชาจะมีไขมันประมาณ 5 กรัม
และก็ไขมัน 1 กรัมให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่
เท่ากับว่าไขมัน 5 ช้อนชา (25 กรัม) นั้นให้พลังงานสูงกว่า 225 กิโลแคลอรี่…

ท่าพื้นฐานที่ออกได้ตั้งแต่แขนจนถึงขา

1.สควอตจัมพ์

เพิ่มขึ้นมาจากท่าลุกนั่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนวิชาพละ โดยเพิ่มสเต็ปกระโดดเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป หลังจากยืนขึ้น คล้ายสปริงตัวขึ้น ยืดด้วยขึ้นแล้วเขย่งหรือกระโดดขึ้นเล็กน้อย แล้วกลับมาย่อเข่านั่งลงเช่นเดิม หากคุณเพิ่งเริ่มต้นก็ให้ใช้ท่าลุกนั่งธรรมดาไปก่อน ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อยเหมือนตอนเริ่มต้น ค่อยออกสเต็ปกระโดดตามมาภายหลัง จำนวนครั้งในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 15-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3 เซต ออกกำลังกายสลับกับการบริหารส่วนอื่น เช่น วิดพื้น หรือยกดัมเบลสลับกันไปจนกว่าจะครบเซต สามารถเพิ่มจำนวนเซตได้ตามต้องการ การออกกำลังกายด้วยท่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการออกกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และเอวแล้วยังช่วยในเรื่องการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอีกด้วย

2.วิดพื้น+แพลงกิ้ง

วิดพื้นเป็นท่าเบสิกที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังแขน หัวไหล่ กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลัง และหน้าอก แขนและหัวไหล่ หลายคนอยากเล่นหน้าอกด้วยท่านี้ไม่ขึ้น เล่นแล้วรู้สึกปวดแขนมากกว่าหน้าอก เหมือนไม่ได้ออกกำลังกำลังตรงช่วงหน้าอกเลย นั่นเป็นเพราะแขนของคุณยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัว แขนไหล่หลังจึงเป็นจุดแรกที่ร่างกายต้องปรับตัว ดังนั้น ในช่วงเดือนแรกเล่นแล้วกล้ามเนื้อหน้าอกไม่ขึ้น ไม่รู้สึกปวดหน้าอกมากนักก็ไม่ต้องแปลกใจเล่นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง จุดที่หลายคนสงสัยว่าควรจะวางแขนอย่างไรถึงจะถูกต้อง บางคนวางมือเลยจากหัวไหล่มาก บางคนก็วางแคบ โดยไม่รู้ตัว ที่จริงแล้วตำแหน่งการวางมือที่แตกต่างกันก็ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละส่วนด้วย

เริ่มแรกเราต้องลองกะระยะด้วยตัวเองว่าระยะไหนที่เราออกแรงยกได้ง่ายที่สุด เมื่อแข็งแรงพอค่อยปรับตำแหน่งการวางมือกว้างและแคบ สลับกันในแต่ละเซตก็ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมเก็บแรงไว้เล่นแพลงกิ้ง 30 วินาทีถึง 1 นาที ปิดท้ายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางด้วยจำนวนครั้งในการออกประมาณ 10-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3-5 เซต สามารถปรับเพิ่มได้ตามต้องการ

3.ซิตอัพ

จบที่การออกกำลังกายหน้าท้อง การซิตอัพโดยทั่วไปจะใช้ปลายเท้ายึดกับขาโต๊ะขาเก้าอี้ งอเข่าทำมุม 45 องศามือจับหูหรือกอดอก แล้วซิตอัพขึ้นลง ปัญหาที่ทุกคนต้องเคยผ่านในการเล่นซิตอัพก็คือ อาการปวดหลัง ซึ่สะท้อนปัญหาได้ 2 แบบ คือ ออกแรงผิดจุด หรือวางตำแหน่งร่างกายผิดท่าทำให้เกิดอาการปวดหลัง การแก้ปัญหาซิตอัพอย่างแรกก็คือกำหนดจุดการออกแรงไว้ที่หน้าท้องอย่างช้าๆ อย่าออกแรงพรวดเดียวให้จบๆ การออกแรงแบบนั้นจะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วตามต้องการ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่คุณรู้สึกปวดหลังด้วยนั่นเองต่อมาคือวิธีการหายใจ เกือบทุกคนจะกลั้นหายใจระหว่างซิตอัพแล้วหายใจอย่างหอบเหนื่อยตอนลงไปนอนพัก วิธีที่ถูกต้องก็คือหายใจเข้าตอนนอนและหายใจออกตอนขึ้น จำนวนครั้งในการออกประมาณ 50-100 ครั้ง/เซต จำนวน 2-5 เซต…

สร้างหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วง

การที่จะมีหุ่นดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยุ่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากว่าถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารโดยเกินความจำเป็นของร่างกาย
และก็ไปออกกำลังกายก็ยังอ้วนอยู่ดี
ดังนั้นวันนี้พวกเราจะมาแนะนำวิธีปั้นหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วงมาฝากกัน
1. บลูเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสรรพคุณในการ
ช่วยเพิ่มหน่วยความจำในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและก็เส้นเลือด
และที่สำคัญสลายไขมัน และลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม
2. ลูกพลัม เมื่อถูกแปรรูปแล้วจะเปลี่ยนเป็นลูกพรุน
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังมีคุณประโยชน์ในการช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย
3. มะเขือม่วง เป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาด
ด้วยเหตุว่าการทานมะเขือม่วงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ
ที่มีปรโยชน์มากมาย ดังเช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ
4. กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นของกินที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ปรับสมดุลในร่างกาย และก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. แครอทสีม่วง หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีแครอทสีม่วงด้วยหรอ เพราะว่าไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไรนัก
แต่ว่าที่จริงแล้วมันมีแครอทสีม่วงอยู่จริงๆซึ่งมันเป็นของกินที่เป็นประโยชน์มาก
ได้แก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอวัย ปกป้องผิวจากแดด แล้วก็ที่สำคัญทานแล้วหุ่นดีแน่ๆ
สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยและสุขภาพดี
พวกเราขอแนะนำว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการบริหารร่างกายด้วย
อย่าทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณอาจจะทนรอผลลัพธ์ไม่ไหว…