Blog

ท่าพื้นฐานที่ออกได้ตั้งแต่แขนจนถึงขา

1.สควอตจัมพ์

เพิ่มขึ้นมาจากท่าลุกนั่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนวิชาพละ โดยเพิ่มสเต็ปกระโดดเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป หลังจากยืนขึ้น คล้ายสปริงตัวขึ้น ยืดด้วยขึ้นแล้วเขย่งหรือกระโดดขึ้นเล็กน้อย แล้วกลับมาย่อเข่านั่งลงเช่นเดิม หากคุณเพิ่งเริ่มต้นก็ให้ใช้ท่าลุกนั่งธรรมดาไปก่อน ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อยเหมือนตอนเริ่มต้น ค่อยออกสเต็ปกระโดดตามมาภายหลัง จำนวนครั้งในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 15-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3 เซต ออกกำลังกายสลับกับการบริหารส่วนอื่น เช่น วิดพื้น หรือยกดัมเบลสลับกันไปจนกว่าจะครบเซต สามารถเพิ่มจำนวนเซตได้ตามต้องการ การออกกำลังกายด้วยท่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการออกกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และเอวแล้วยังช่วยในเรื่องการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอีกด้วย

2.วิดพื้น+แพลงกิ้ง

วิดพื้นเป็นท่าเบสิกที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังแขน หัวไหล่ กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลัง และหน้าอก แขนและหัวไหล่ หลายคนอยากเล่นหน้าอกด้วยท่านี้ไม่ขึ้น เล่นแล้วรู้สึกปวดแขนมากกว่าหน้าอก เหมือนไม่ได้ออกกำลังกำลังตรงช่วงหน้าอกเลย นั่นเป็นเพราะแขนของคุณยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัว แขนไหล่หลังจึงเป็นจุดแรกที่ร่างกายต้องปรับตัว ดังนั้น ในช่วงเดือนแรกเล่นแล้วกล้ามเนื้อหน้าอกไม่ขึ้น ไม่รู้สึกปวดหน้าอกมากนักก็ไม่ต้องแปลกใจเล่นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง จุดที่หลายคนสงสัยว่าควรจะวางแขนอย่างไรถึงจะถูกต้อง บางคนวางมือเลยจากหัวไหล่มาก บางคนก็วางแคบ โดยไม่รู้ตัว ที่จริงแล้วตำแหน่งการวางมือที่แตกต่างกันก็ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละส่วนด้วย

เริ่มแรกเราต้องลองกะระยะด้วยตัวเองว่าระยะไหนที่เราออกแรงยกได้ง่ายที่สุด เมื่อแข็งแรงพอค่อยปรับตำแหน่งการวางมือกว้างและแคบ สลับกันในแต่ละเซตก็ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมเก็บแรงไว้เล่นแพลงกิ้ง 30 วินาทีถึง 1 นาที ปิดท้ายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางด้วยจำนวนครั้งในการออกประมาณ 10-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3-5 เซต สามารถปรับเพิ่มได้ตามต้องการ

3.ซิตอัพ

จบที่การออกกำลังกายหน้าท้อง การซิตอัพโดยทั่วไปจะใช้ปลายเท้ายึดกับขาโต๊ะขาเก้าอี้ งอเข่าทำมุม 45 องศามือจับหูหรือกอดอก แล้วซิตอัพขึ้นลง ปัญหาที่ทุกคนต้องเคยผ่านในการเล่นซิตอัพก็คือ อาการปวดหลัง ซึ่สะท้อนปัญหาได้ 2 แบบ คือ ออกแรงผิดจุด หรือวางตำแหน่งร่างกายผิดท่าทำให้เกิดอาการปวดหลัง การแก้ปัญหาซิตอัพอย่างแรกก็คือกำหนดจุดการออกแรงไว้ที่หน้าท้องอย่างช้าๆ อย่าออกแรงพรวดเดียวให้จบๆ การออกแรงแบบนั้นจะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วตามต้องการ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่คุณรู้สึกปวดหลังด้วยนั่นเองต่อมาคือวิธีการหายใจ เกือบทุกคนจะกลั้นหายใจระหว่างซิตอัพแล้วหายใจอย่างหอบเหนื่อยตอนลงไปนอนพัก วิธีที่ถูกต้องก็คือหายใจเข้าตอนนอนและหายใจออกตอนขึ้น จำนวนครั้งในการออกประมาณ 50-100 ครั้ง/เซต จำนวน 2-5 เซต…

สร้างหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วง

การที่จะมีหุ่นดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยุ่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากว่าถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารโดยเกินความจำเป็นของร่างกาย
และก็ไปออกกำลังกายก็ยังอ้วนอยู่ดี
ดังนั้นวันนี้พวกเราจะมาแนะนำวิธีปั้นหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วงมาฝากกัน
1. บลูเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสรรพคุณในการ
ช่วยเพิ่มหน่วยความจำในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและก็เส้นเลือด
และที่สำคัญสลายไขมัน และลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม
2. ลูกพลัม เมื่อถูกแปรรูปแล้วจะเปลี่ยนเป็นลูกพรุน
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังมีคุณประโยชน์ในการช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย
3. มะเขือม่วง เป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาด
ด้วยเหตุว่าการทานมะเขือม่วงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ
ที่มีปรโยชน์มากมาย ดังเช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ
4. กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นของกินที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ปรับสมดุลในร่างกาย และก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. แครอทสีม่วง หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีแครอทสีม่วงด้วยหรอ เพราะว่าไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไรนัก
แต่ว่าที่จริงแล้วมันมีแครอทสีม่วงอยู่จริงๆซึ่งมันเป็นของกินที่เป็นประโยชน์มาก
ได้แก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอวัย ปกป้องผิวจากแดด แล้วก็ที่สำคัญทานแล้วหุ่นดีแน่ๆ
สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยและสุขภาพดี
พวกเราขอแนะนำว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการบริหารร่างกายด้วย
อย่าทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณอาจจะทนรอผลลัพธ์ไม่ไหว…

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบ ของผู้สูงวัย

ในประเทศไทยเจอผู้สูงอายุมากขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 แสนคน
เป็นสัญญาณที่แสดงออกถึงการก้าวไปสู่สังคมคนแก่
ความน่าเป็นห่วงของเรื่องนี้คือคนในวัยนี้มักมีความเสื่อมของระบบต่างๆในร่างกาย
ซึ่งยากต่อการใช้ชีวิตได้เหมือนกับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง โดยหนึ่งในโรคที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุก็คือ
“โรคกระดูกพรุน” อันอาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพได้
อีกทั้งเป็นภัยเงียบที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ลักษณะของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนคือโรคชนิดหนึ่งซึ่งมวลกระดูกลดน้อยลง มักเกิดกับสตรีวัยหมดประจำเดือน
หรือเพศชายแก่กว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดจากอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน
โดยทั่วไปแล้วร่างกายของมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและอยู่ในสมดุล
แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกเปลี่ยนไปจากปกติ ตัวอย่างเช่น ในผู้ที่หมดประจำเดือน
ฮอร์โมนผู้หญิงลดน้อยลง ทำให้มีการทำลายกระดูกมากยิ่งขึ้นรวมทั้งสร้างได้น้อยลง
มวลกระดูกโดยรวมก็เลยลดน้อยลงกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

อาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน
*กระดูกเสียความแข็งแรง กระดูกหักง่าย
*เคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก
*หลังโกง หลังค่อม
*ติดเชื้อโรคในกระแสเลือด
*ปอดอักเสบ
*ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
*โลหิตเป็นพิษ
*เดินไม่ได้/พิการ
*แผลกดทับ (กรณีเป็นผู้ป่วยติดเตียง)
กระดูกข้อบั้นท้ายหักจากกระดูกพรุน เป็นภาวะที่มีอันตรายสูง รวมทั้งถึงกับเสียชีวิตได้
ภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะว่ากระดูกหักในคนวัยชราจะติดช้า
มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก
อาจจะก่อให้เกิดภาวะเป็นง่อยตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี

การรักษาโรคกระดูกพรุน
*รักษาด้วยยา
*ผ่าตัด
*กายภาพบำบัด

การดูแลและรักษาภาวะกระดูกสะโพกหักจากกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกสะโพกหักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุนที่อันตรายแล้วก็ทำให้เสียชีวิตได้
แต่ว่าตอนนี้มีการวิวัฒนาการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น การผ่าตัดอย่างเร็ว ภายใน 48-72 ชั่วโมง
เพื่อยึดตรึงกระดูกหักให้แข็งแรง และการผ่าตัดแบบแผลเล็กบาดเจ็บน้อย
ร่วมกับวิธีการทำกายภาพบำบัดและก็การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม
วิธีพวกนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงได้เป็นอย่างมาก และก็สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับสู่ภาวะธรรมดาได้อย่างเร็ว…

บริหารร่างกายแบบไหนที่ผู้ป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมควรจะทำ

แน่ๆว่าการบริหารร่างกายนั้นดีต่อร่างกายของตัวเราเองอย่างมาก
แต่ว่าสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อหัวเข่าเสื่อมล่ะจะทำเช่นไรให้หายจากโรคนี้ได้
ยิ่งหากคนไข้ที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ยินยอมทำอะไรเพื่อบริหารเข่าก็ยิ่งจะก่อให้เป็นหนักกว่าเดิม
ด้วยเหตุนั้นวันนี้ ทางพวกเรามีวีธีการบริหารร่างกายสำหรับคนป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมมาเล่าให้ฟังกันมีดังนี้
1.การเดิน
ถึงจะเป็นวีธีการบริหารร่างกายแบบง่ายๆแต่ว่ามันก็อาจจะเป็นวิธีการบริหารร่างกายที่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อม
เพราะว่าผู้เจ็บป่วยประเภทนี้จำเป็นที่ต้องการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก
แต่ก็ไม่สมควรที่จะหักโหมมากเกินความจำเป็นเนื่องจากว่าจะมีผลให้มีการอักเสบมากยิ่งกว่าเดิม
และก็ควรจะเดินอย่างต่ำวันละ 30 นาที
2.ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในน้ำ
การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำนั้นเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
เนื่องจากว่าน้ำจะคอยประคองน้ำหนักของตัวเราได้อย่างดีเยี่ยม
ซึ่งการว่ายน้ำนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อพวกเราแข็งแรงไม่ทำให้ข้อต่อเราได้รับบาดเจ็บและจะช่วยในการบริหาร หลัง สะโพก และข้อเข่า
3.ปั่นจักรยาน
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ไม่สามารักษาให้หายสนิทได้ แต่ว่าแน่นอนว่าหากผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วส่วนมากก็ชอบอยู่นิ่งๆ
ไม่ยอมที่จะขยับหรือเคลื่อนที่ทำอะไรเหมือนแต่ก่อน และก็การปั่นจักรยานนั้นเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่เป็นโรคนี้ได้
จากคำบอกเล่าของแพทย์ ถ้าหากจะใช้วิธีแบบนี้ในการบริหารร่างกายควรจะเลือกรถจักรยานที่อานสูงๆหน่อย
เพื่อจะได้ลดแรงเสียดทานกระดูกรอบๆหัวเข่า
4.การยืดกล้ามเนื้อ
วิธีนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยในโรคข้อเข่าเสื่อมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยประคองน้ำหนักของตัวเรา
เนื่องจากถ้าหากว่ากล้ามเนื้อของพวกเราอ่อนแอลงข้อต่อต่างๆก็จะรับหน้าที่หนักขึ้น
ดังนั้นหากว่าต้องการบริหารร่างกายด้วยการฝึกยืดกล้ามเนื้อ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน
เพื่อที่แพทย์จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดและจะได้ยืดกล้ามเนื้อได้อย่างถูกวิธี…

4 เทคนิคออกกำลังกาย ให้เป็นนิสัยไม่ขี้เกียจกลางทาง

คนไทยปัจจุบันนี้ มีเรื่องให้ทำ มีเรื่องจำต้องให้คิดกันตลอดเวลา คนจำนวนไม่น้อยชอบห่วงแต่
เรื่องสบายเรื่องรับประทานจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นคนขี้เกียจไปเลย พอครั้งที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นก็ต้องการจะลด แต่ว่าพอทราบดีว่า
การลดที่ดีเป็นการลดหุ่น คนจำนวนไม่น้อยก็สงสัยว่าทำยังไง คนเราถึงจะบริหารร่างกายได้อย่าง
สม่ำเสมอ จะหาแรงผลักดันมาจากไหน เพื่อหุ่น เพื่อสุขภาพพวกเราจะได้ดีขึ้น
วันนี้จะมี แนวทาง ที่จะช่วยทำให้พวกเราสามารถบริหารร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนนิสัยความขี้เกียจออกกำลังกายอีกด้วย เพื่อตัวคุณเอง ลองปฏิบัติตามดูได้


1.
บริหารร่างกายได้ที่บ้าน
การออกกำลังกายมีมากมาย ไม่ว่าจะวิ่ง เดิน แอโรบิก และก็อื่นๆไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดิน
ทางไปฟิตเนสอะไรเลย สุดท้ายจะได้ไม่ต้องมานั่งแค้นใจ เสียดายตัง กับการจะเอาหุ่นดี
กลับมา ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากมาย หากคิดออกกำลังกาย เริ่มที่บ้านก็ได้


2.
ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือเสมอถ้ามองไปที่ความขี้เกียจ น่าจะเป็นพวกอะไหล่เสริมของการบริหารร่างกายนี่ล่ะ
ด้วยเหตุว่าควรมีวัสดุอุปกรณ์ มีชุด ซึ่งจะก่อให้พวกเราต้องเสียตังค์เป็นจำนวนหนึ่ง ฉะนั้น
ถ้าคิดจะบริหารร่างกายจริง ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือก็ได้ แค่เพียงมีรองเท้าผ้าใบเก่าๆ
พวกเราก็บริหารร่างกายได้แล้ว อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องไปติดเป็นนิสัยกับการใช้ของราคาสูง
เน้นย้ำความสบายและก็พอดิบพอดี ในการออกกำลัง


3.
ไม่ต้องเป็นจริงเป็นจัง
คนจำนวนไม่น้อยมักหวังผลตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือออกกำลังกายเลย นั่นก็เลยทำให้ท่านเกิดความ
คาดหมายและก็แรงกดดันที่สูงสำหรับการออกกำลังกาย ทางที่ดี ไม่สมควรจะไปเอาจริงเอาจังให้มาก
จะออกกำลังไป ดูโทรทัศน์ไปก็ยังทำได้ ไม่ต้องไปลงคิวเวลา หรือกะเวลาอะไรให้มันมาก
ให้ทำแบบเรื่อยๆเพลิดเพลินเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยก็หยุดพอได้แล้ว


4.
หยุดที่ 80%
การบริหารร่างกายแบบสุดกำลัง นั่นจะก่อให้พวกเราเมื่อยล้ามากเกินความจำเป็น จนเปลี่ยนเป็นการทนฝืน
รวมทั้งครั้งต่อไปก็จะไม่กล้าออกกำลังกายอีกเลย ไม่ต้องไปฝ่าฝืนมากมาย เหตุเพราะการบริหารร่างกาย
จำเป็นต้องใช้เวลา ไม่ใช่แปเดียวจะได้ผลทันตาเห็น

ดีท็อกซ์แบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง อันตรายถึงแก่ชีวิต

ดีท็อกซ์ ถือเป็นคำที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินข้อดีกันมาแล้ว
เป็นการล้างพิษรวมถึงสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย
เชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย
หรือสิ่งหมักหมม ที่อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ
ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันมากมาย
มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ
ซึ่งบางอย่างถ้าทำอย่างไม่ถูกต้องก็อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยง วันนี้เรามีข้อมูลมาฝากกัน
1. อดอาหาร หรือกินอาหารได้แค่บางประเภท
การอดอาหารแล้วทานอาหารแค่บางอย่าง เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว
น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ
นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร
นอกจากนี้อาจทำให้ไม่มีพลังงาน หมดแรงจนหน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ
ยิ่งหากทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจทำให้เกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้
2. สวนทวารหนัก
วิธีการสวนรูทวาร อาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่มีปัญหาการขับถ่าย
อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ
หรือน้ำกาแฟเข้าไป หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ
ไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก
อาจเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ
อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่าย
ในอนาคตร่างกายอาจจะขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด
3. ล้างพิษตับด้วยสูตรต่างๆ
แม้ว่าตับจะเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย
แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ
ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างหลายๆ คนเข้าใจ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น
และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2
อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด

หากต้องการดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธี สามารถทำได้โดยทานอาหารที่มีกากใย
เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง
หรือดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าในตอนเช้า โดยที่ยังคงทานอาหารครบ 5 หมู่
และไม่สวนทวารบ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
และดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องเข้าคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแล้ว…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และความเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง
โอเค.. แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารมณ์ร่วมสูง
เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก็พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเวลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เชิ๊ตดำ
ก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสังกัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่งผลกับเกมโดยตรง
ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และกรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

ขั้นตอนดูแลผิวให้สุขภาพดี

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังบ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นการบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี
การดูแลผิวพรรณจากภายใน ทานอาหารที่ดี
วิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น
และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนดังนั้นทานผักหรือผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ
มากกว่าได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีต่อผิวนัก
แต่เพื่อความครบถ้วนของสารอาหารให้เลือกทานเป็นสัตว์จำพวกปลาแทน เช่น ปลาแซลมอน
เพราะไขมันที่ได้จากปลาเป็นไขมันที่ดีและมีประโยชน์
อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่เป็นสาเหตุของการเกิด สิวได้อีกด้วย
โปรตีน ประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผิวจะดูแห้งและหมองลง
อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส
ธัญพืชธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่างวิตามินอี และวิตามินบี 2
รวมถึงโอเมก้าและโปรตีนซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย
และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเปล่า การดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว ทุกเช้าเพื่อดีท็อกซ์ร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
และยังเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี
การดูแลผิวพรรณจากภายนอก
1.หลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ
ผิวมักเกิดความหมองคล้ำได้ง่าย หากเกิดจากการสัมผัสของรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ดังนั้น
การพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความหมองคล้ำจากรังสี UV ได้
แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็แนะนำให้พกร่มไว้ติดตัวไปด้วย
และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรเลือกโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เข้มให้จางลง และควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
3.ขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การดูแลผิวด้วยการขัดผิวบ่อยๆ นั่นคือ วิธีที่ดีสำหรับการมีผิวพรรณที่ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
การขัดผิวนั้นสามารถทำให้ผิวของคนเราขาวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว
และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสามารถขัดผิวของตัวเองได้
ด้วยการใช้สครับที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว…

เสลดพังพอนตัวผู้ สมุนไพรไทยต้านพิษงูเห่า

เสลดพังพอน หรือ เสลดพังพอนตัวผู้ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อเรียกอื่นว่า พิมเสนต้น
(ภาคกลาง), ก้านชั่ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), คันชั่ง (ตาก),ลิ้นงูเห่า (กรุงเทพ), อังกาบ (ไทย), ฉิกแชเกี่ยม
ฮวยเฮียะแกโต่วเกียง (จีน) เป็นต้น ลักษณะของ เสลดพังพอน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร
ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ส่วนกิ่งและก้านเป็นสีน้ำตาลแดง
ตามข้อของลำต้นและโคนก้านใบมีหนามแหลมคมและยาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชุ่มชื้น ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไป
ส่วน ใบเสลดพังพอน เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่
ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ
ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง
พื้นใบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นใบและก้านเป็นสีแดง
ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร
และโคนก้านมีหนามแหลม 1 คู่ โค้งงอ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีม่วงชี้ลง
ขณะที่ ดอกเสลดพังพอน ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายยอด
ช่อดอกอ่อนจะมองเห็นใบประดับรูปกลมรีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หุ้มดอกไว้ภายใน
ดอกจะมีใบประดับขนาดใหญ่เรียงกันเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ปลายใบประดับเป็นสีม่วง
หรือทั้งใบประดับเป็นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงอมน้ำตาล รูปไข่เกือบกลม
โดยสรรพคุณของเสลดพังพอน ใบมีรสจืดเย็น ใช้เป็นยาทะลวงลมปราณ แก้โรคเบาหวาน รักษาโรคคางทูม
ช่วยถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร
ชาวปะหล่องจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยลดอาการจากไข้มาลาเรีย (มีรสขมมาก)
ส่วนตำรายาไทยจะใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่จะนิยมใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำ
ดื่ม กากเอามาพอกหรือทาเป็นยาแก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้ไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา
แก้โรคเริม แก้เริมบริเวณผิวหนัง งูสวัด นอกจากนี้ ใบเสดลพังพอน ยังช่วยถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ
รักษาโรคฝีดาษ แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้แผลกลาย เป็นยาถอนพิษ แก้พิษงูกัด พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ ผึ้ง
งูเห่า หรือช่วยถอนพิษอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม ส่วนรากเสลดพังพอน มีรสจืด
ใช้เป็นยาแก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร แก้ปวดฟัน ใช้ฝนกับเหล้าดื่ม
และทาแก้พิษงู ถอนพิษตะขาบ แมงป่อง แมลงสัตว์กัดต่อย กระนั้นสรรพคุณที่เจ๋งที่สุด คือ ใช้เป็นยาแก้พิษจากงูเห่ากัด
โดยใช้ตำพอกปากแผลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ผสมกับเหล้ากิน เพื่อเป็นการช่วยยืดเวลาก่อนที่จะไปหาหมอ เช่นเดียวกับ
ชาวเมี่ยน ที่นิยมปลูกต้นเสลดพังพอนเป็นแนวรั้วเอาไว้ป้องกันงู…

สุขภาพ.ความงาม.การรักษาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวา
น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตา
บางครั้งจะได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ได้มีการสำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคนพบว่า 80%
มักมีปัญหาเรื่องสายตา
เเละต่อจากนี้ไปคือความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยคว
รระวังคือ การเกิดต้อกระจก จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ
การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัด
อาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ
เราต้องมั่นดูเเลรักษาสุขภาพตาให้ดีไม่งั้นอาจจะเกิดโรคนี้ได้
การเกิดต้อหิน
จะเกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน
เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้
ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด
ซึ่งเรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ
เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย
มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว
แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป
เเละสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ได้
ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด
ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ

ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ
หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงได้
เรื่องต่อมาคือการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น คืออาการเบื้องต้นคือ
มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด
ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและ
ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นเอง โรคความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดจากโรคนี้
มีจุดหรือเงาดำในตา ในผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่าน
คล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน
นั้นคือสาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่
นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้น
แม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา
แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วย
ควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ในทันที
เเละนี้คือโรคทั้งหมดที่เกิดจากดวงตาในผู้สูงอายุซึ่ง
ผู้สูงอายุต้องระวังให้ดีในการที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา
เราต้องดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงอยู่เสมอ
ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องดูเเลสุขภาพในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
เพราะว่าหากดูเเลตัวเองดีเเล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเ
รงด้วยดังนั้นเราต้องดูเเลตัวเองให้ดีในทุกส่วนของร่างกาย…