ขี้เหล็ก เล็กพริกขี้หนู ทานแล้วดี มีประโยชน์

ขี้เหล็ก อาจเป็นไม้ยืนต้น แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วพวกมันจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว และอยู่ในวงศ์ย่อยของราชพฤกษ์
แถมยังเป็นพืชที่มีวิตามินซี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในพืชผักผลไม้ไทยสนทางกับรสชาติขมที่ผู้คนมักเข้าใจและเบือนหน้าหนี้
โดยนอกจากชื่อ ขี้เหล็ก แล้วสมุนไพรชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นของไทย
อาทิเช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด(แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ)
และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น
ซึ่งส่วนที่ให้วิตามินซีมากที่สุดคือ ดอกขี้เหล็กที่จะออกดอกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง มีดอกสีเหลือง
กลีบเลี้ยงกลมมี 3-4 กลีบ หลุดร่วงง่าย ก้านดอกจะยาว 1-1.5เซนติเมตร และมีเกสรตัวผู้หลายเกสร
ดอกขี้เหล็ก
ที่เราเห็นว่าหลุดร่วงง่ายและมักมองข้ามนี่แหละที่มอบวิตามินซี
ให้มากถึง 484 มิลลิกรัม ต่อดอกขี้เหล็ก 100 กรัม
แถมยังมีเบต้าแคโรทีน 0.2 กรัม, ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม,
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม, เส้นใยอาหาร
9.8 กรัม, โปรตีน 4.9 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัมและให้พลังงาน 98 กิโลแคลอรี
ขณะเดียวกัน ใบขี้เหล็ก ที่ชาวไทยนำมาประกอบอาหารก็เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน เมื่อใบขี้เหล็ก 100 กรัม
จะให้เบต้าแคโรทีน 1.4 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 156 มิลลิกรัม,ธาตุฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม,
เส้นใยอาหาร 5.6 กรัม, โปรตีน 7.7 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 10.9กรัม และพลังงาน 87 กิโลแคลอรีนอกจากนี้ ขี้เหล็ก
ที่เป็นพืชสมุนไพรซึ่งหาได้ง่ายตามท้องตลาดไทยเพราะมีการนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายยังมีสรรพคุณทางการแพทย์อีกมากมาย
ไล่ตั้งแต่แก้อาการท้องผูก บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ช่วยเจริญอาหาร
ช่วยกำจัดรังแค ไปจนถึงทำให้ผมชุ่มชื่นเงางาม
เท่านั้นไม่พอ ขี้เหล็ก ยังมีสาร “บาราคอล” (Baracol)
ที่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆทำให้นอนหลับสบาย แต่ต้องเข้าใจกระบวนการปรุงอาหารจาก
ขี้เหล็ก ให้ปลอดภัย ด้วยการต้มน้ำทิ้งเสียก่อนนั่นก็เพื่อลดความขมและความเฝื่อน
ทำให้ความเป็นพิษและฤทธิ์ดังกล่าวลดน้อยลง โดยส่วนของ
ขี้เหล็ก ที่นำมาใช้และมีสรรพคุณทางยา ได้แก่ ดอก ใบ ใบแก่ ฝัก เปลือกฝัก เปลือกต้น ลำต้น กิ่ง แก่น และราก
กระนั้นหากรับประทาน ขี้เหล็ก ไม่ถูกวิธี
สมุนไพรชนิดนี้ก็พร้อมจะให้โทษอย่างมหันต์เช่นกัน อาทิเช่น การรับประทานขี้เหล็กในลักษณะที่นำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้ว
บรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับหรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้
ซึ่งการรับประทาน ขี้เหล็ก อย่างปลอดภัยต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง
และนำไปต้มให้เดือด เทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำแล้วค่อยนำมาปรุงอาหาร หรือนำไปทำเป็นยา
ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมลงได้อีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *