สุขภาพ

สุขภาพ,ความงาม

โรคร้ายที่ควรระวัง

โรคในผู้หญิงที่พบได้บ่อยนั้นไม่ใช่เพียงแค่มะเร้งเต้านม หรือมะเร็งปากมดลูก แต่โรงอื่นๆก็ยังคร่าชีวิตของคุณผู้
หญิงทั่วโลก เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค
บทความนี้จึงจะมาแนะนำให้รู้จักกับโรคร้ายต่างๆที่ผู้หญิงควรระวังไว้
1.โรคหัวใจ และหลอดเลือด
 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงทั่วโลก และจากสถิติพบว่า
อัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้หญิงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับผู้ชายที่ลดลง
ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงเข้ารับการตรวจสุขภาพน้อยกว่าผู้ชาย
และการตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้หญิงก็ให้ผลการตรวจได้ไม่ชัดเจน เท่ากับผู้ชาย
2.โรคหลอดเลือดสมอง คือโรคร้ายที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1
โดยผู้หญิงมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง มากกว่ามะเร็งเต้านมถึง 2 เท่า
แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้จักอาการของโรคนี้ และไม่เชื่อว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกช่วงอายุ
สำหรับโรคหลอดเลือดสมองนั้น ประกอบไปด้วย 3 โรคหลัก ๆ คือ เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก
และเส้นเลือดสมองอุดตัน โดยจะพบผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบมากที่สุด ทั้งนี้ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
หากในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นโรคหัวใจ เพราะฉะนั้น
หากใครมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ตามัว อย่านิ่งนอนใจ ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
3.มะเร็งอวัยวะสีบพันธ์ นับ ได้ว่าเป็นโรคมะเร็งอันดับต้นๆ ที่เป็นภัยร้ายคร่าชีวิตผู้หญิงไทยไปอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ภัยดังกล่าวจะมีอัตราลดลงบ้าง เนื่องจากผู้หญิงมีความตื่นตัวและใส่ใจกับโรคทางนรีเวชมากขึ้น
แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพราะมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิงเกิดได้หลายส่วน
มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุด มะเร็งรังไข่พบมากเป็นอันดับสอง
4.ภาวะสมองเสื่อม อีกหนึ่งโรคร้ายแรง ที่เป็นภัยเงียบใกล้ตัวคุณ โรคนี้สามารถที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ
จากความสามารถในการทำงานของสมองของคุณถดถอยลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ ความเข้าใจ การใช้เหตุผล
ซึ่งภาวะสมองเสื่อมนี้ เป็นอาการแสดงของหลายๆ โรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีสาเหตุมาจากโรคอัลไซเมอร์
และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะขาดฮอร์โมนเพศในวัยหมดประจำเดือน
5.มะเร็งปอด โรคนี้ สามารถคร่าชีวิตของผู้หญิง โดยพบว่า มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งลำดับที่ 5
ที่ผู้หญิงทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกสูบบุหรี่เพิ่มมากขึ้น
และผู้หญิงยังไวต่อสารการก่อให้เกิดมะเร็งมากกว่าผู้ชาย…

สุขภาพ

ถุงยางอนามัย

หากคุณเป็นคนฉลาด รับรองว่า “ถุงยางอนามัย”
เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณจะไม่ยอมให้ขาดเมื่อต้องทำกิจกรรมเข้าจังหวะ
เพราะนอกจากจะป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่ได้มีการวางแผนครอบครัวมาก่อน
(หรือเรียกง่ายๆ ว่าท้องในตอนที่ยังไม่พร้อม) ได้แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มากมาย
โดยถุงยางอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และ HIV ได้มากถึง 98% เลยทีเดียว
แต่ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรคที่ถุงยางอนามัยก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากเท่าไร นั่นก็คือ หูดหงอนไก่
และเริมที่อวัยวะเพศ เพราะผู้ป่วยทั้ง 2 โรคนี้ สามารถแพร่เชื้อผ่านไปสู่อีกคนหนึ่งการสัมผัสทางผิวหนังได้
แม้เวลาที่ใช้ถุงยางอนามัย เชื่ออาจติดตรงผิวหนังส่วนที่อยู่นอกถุงยางได้
เพศสัมพันธ์แบบไหน ติดเชื้อ/ติดโรคได้มากที่สุด
การเล้าโลม หรือสำเร็จความใคร่ด้วยมือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคจากคู่นอนน้อยที่สุด ต่อด้วยเพศสัมพันธ์ด้วยปาก
และผ่านช่องคลอด มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น และจะมีความเสี่ยงในการติดโรคมากที่สุด
คือการมีเพศสัมพันธ์ผ่านทวารหนัก เพราะอวัยวะเพศชาย และรูทวารหนักทำให้เกิดรอยถลอกได้ง่าย
ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าสู่แผลนั้นได้ง่ายขึ้น
ถุงยางอนามัย ช่วยได้แน่ ถ้าใช้ถูกวิธี
อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี เพียงแค่ต้องใช้ให้ถูกวิธี
ควรเลือกขนาดของถุงยางอนามัยให้เหมาะกับขนาดของอวัยวะเพศของคุณผู้ชาย หากไม่แน่ใจว่าต้องใช้ขนาดไหน
ให้ลองซื้อมาให้หลายๆ ขนาด แล้วสังเกตความแน่นในการสวมใส่
ไม่ควรสวมถุงยางอนามัยเกิน 2 ชิ้นต่อการใช้ 1 ครั้ง เพราะอาจทำให้ถุงยางอนามัยเสียดสีกันจนขาดได้ง่าย
ควรใช้ถุงยางอนามัย 1 ครั้งต่อ 1 ชิ้น ให้เสร็จให้ทิ้งเลย ห้ามเก็บมาใช้ต่อ
สามารถใช้สารหล่อลื่นทาเคลือบภายนอกถุงยางอนามัย เพื่อให้การสอดใส่เป็นไปได้โดยง่ายมากยิ่งขึ้น
แต่ควรเลือกใช้ชนิดเจล ไม่ควรเลือกใช้ชนิดน้ำมัน เพราะอาจทำให้ถุงยางชำรุด หรือฉีกขาดได้
ควรรูดอากาศออกจากกระเปาะของถุงยางให้หมดก่อนสวม เพราะอากาศภายในถุงยางอาจทำให้ถุงยางแตก
หรือขาดได้ง่ายยิ่งขึ้น
หลังทำกิจกรรมเสร็จเรียบร้อย ฝ่ายชายควรถอนอวัยวะเพศออกมาก่อนที่อวัยวะเพศจะอ่อนตัว
ป้องกันถุงยางอนามัยหลุดเข้าไปในช่องคลอดของฝ่ายหญิง
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุด หรือไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หากคุณรักเดียวใจเดียว
โอกาสในการติดโรคจากเพศสัมพันธ์ก็น้อยลงไปด้วย…

สุขภาพ

รู้จักการยืดกล้ามเนื้อ

ทําไมออกกำลังกายเป็นประจำร่างกายก็แข็งแรง แต่ทำไมถึงบาดเจ็บหลังจากการออกกำลังกายได้ง่าย
บางครั้งก็รู้สึกปวดเกร็งกล้ามเนื้ออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนที่ยกน้ำหนักก็อาจจะรู้สึกได้ว่าร่างกายเคลื่อนไหวผิดปกติไปจากเดิม
ขยับแขนขาได้ไม่คล่องตัว คำตอบของปัญหานี้อาจอยู่ที่การฝึกยืดกล้ามเนื้อของคุณเอง
การยืดกล้ามเนื้อเป็นส่วนหนึ่งวอร์มอัพ แต่มีจุดต่างกันเล็กน้อยที่ความจริงจังของการฝึกมากกว่า
เพราะการวอร์มอัพเป็นการออกแรงเบาๆ เพื่อยืดเส้นยืดสายให้ร่างกายพร้อมรับกับการออกกำลังกายอย่างหนัก
อาจมีท่ายืดกล้ามเนื้อเข้ามาใช้บ้าง แต่ไม่ได้จริงจังขนาดฝึกเพื่อเพิ่มความคล่องตัว ส่วนการวอร์มดาวน์นั้น
เป็นการขยับร่างกายเบาๆ มีการยืดกล้ามเนื้อบางส่วน
พอให้กล้ามเนื้อได้คลายตัวลดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย
ในขณะที่การฝึกยืดกล้ามเนื้ออย่างจริงจังนั้นจะต้องทำเป็นประจำแม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย
ด้วยการนำบางท่าของโยคะเข้ามาใช้ฝึก เสริมประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา
เพราะกีฬาทุกชนิดยกเว้นกีฬายกน้ำหนักล้วนต้องใช้ความคล่องแคล่วของร่างกายทั้งสิ้น
ส่วนอุปกรณ์ที่จะใช้ยืดกล้ามเนื้อก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่เบาะรองนั่งหรือเสื่อโยคะ บันได และวงกบประตูบ้าน
เป็นอุปกรณ์ที่ทุกท่านมีใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เริ่มจาก ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า การยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหน้า
ส่วนมากแล้วเราจะทำเป็นประจำตอนวอร์มอัพ ด้วยการยืนพับขาข้างใดข้างหนึ่งแล้วใช้มือจับเท้าเอาไว้
เราจะรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อต้นขา แต่การฝึกยืดกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นควรนั่งด้วยท่าคุกเข่าโดยให้เท้าแบนราบไปกับพื้น
จากนั้นใช้มือค้ำเอนตัวไปด้านหลังให้ได้มากที่สุด
สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกยืดกล้ามเนื้อหรือวอร์มอัพมาก่อนจะรู้สึกปวดตึงตั้งแต่ต้นขาส่วนหน้าไปจนถึงข้อเท้า
พยายามฝึกท่านี้เป็นประจำ จนถึงขั้นเอนนอนราบไปกับพื้นได้
มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บระหว่างการฝึกวิ่งเวลานาน กล้ามเนื้อหน้าท้องได้ยืดออก
เป็นการฝึกยืดกล้ามเนื้อแกนกลางช่วยท้องและเอวไปในตัว
ในชีวิตประจำวันจะช่วยลดอาการปวดขาปวดข้อเท้าหลังการขับรถ เป็นขยับขาขึ้นลงบันไดคล่องแคล่วมากขึ้น
จากนั้น ยืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ท่ายืดกล้ามเนื้อขาส่วนหลัง ส่วนมากจะใช้ท่ายืนขาตรงแล้วก้มเอามือแตะปลายเท้าหรือพื้น
ให้คุณฝึกใหม่ด้วยท่านั่งกับพื้นแล้วเหยียดขาไปด้านหน้า สองข้างชิดตรง แล้วเอามือจับปลายเท้าค้างไว้ หายใจเข้าออกยาวๆ
ครั้งละ 10 วินาที ทำทั้งหมด 5 ครั้ง คุณจะรู้สึกตึงบริเวณหลังขาและสะโพก ฝึกครั้งแรก คุณอาจจะจับปลายเท้าไม่ได้
ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุเส้นตึง ก้มแล้วติดพุง ก็ไม่เป็นไรสามารถเปลี่ยนมาจับข้อเท้าในช่วงแรกๆ ได้ เมื่อฝึกไปนานๆ
เส้นเอ็นยืดตัวค่อยพัฒนาไปจับปลายเท้า และสูงสุดของท่านี้คือการก้มเอาศีรษะแตะหัวเข่าได้นั่นเอง…

สุขภาพ

แก้ผิวแห้งง่ายๆด้วยวิธีนี้

ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ 
โดยปกติผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน 
และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ 
โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง 
สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง 
ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง 
เพราะฉะนั้นถ้าน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลงก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน คันเป็นขุยได้

สาเหตุของปัญหาผิวแห้ง
• อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง 
ผิวขาดน้ำมันหล่อ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ แสงแดด
• มลพิษต่างๆรวมทั้งอากาศที่มีความชุ่มชื้นต่ำ (ฤดูหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)
• ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น 
ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ และการอาบน้ำอุ่น ทำให้ผิวแห้งแตกได้
• ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ
• ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆเช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ โรคสะเก็ดเงิน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย
• ภาวะขาดสารอาหาร จำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง
• ควรจะกินน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
• ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป
• ในฤดูหนาวควรจะทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท
• ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
• เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เช่น เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ 
บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด 
เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของคุณได้แล้ว และนี่คือ สิ่งที่คุณควรทำเมื่อคุณนั้นต้องเจอกับผิวแห้ง…

สุขภาพ

โนโมโฟเบีย (Nomophobia) 

ย่อมาจากคำว่า “no mobile phone phobia”
โดยเป็นคำศัพท์ที่องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร หรือ YouGov
ได้บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2008 เพื่อเรียกอาการที่เกิดจากความวิตก 
หรือความหวาดกลัวเมื่อต้องขาดโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร 
แล้วก็ถือว่าเป็นโรคจิตเวชที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวลหากพวกเราจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 
ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือใช้งานอยู่แล้วแบตเตอรี่เกิดหมดและทำให้พวกเรารู้สึกวุ่นวายใจ 
หมายความว่าพวกเราเข้าข่ายเป็นโนโมโฟเบีย แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น 
แต่ว่ายังพบได้ทั่วโลก อาการโนโมโฟเบีจะพบได้ในวัยรุ่น วัยทำงาน 
และก็พบได้ในกลุ่มของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

พฤติกรรมที่เข้าข่ายอาการโนโมโฟเบีย คอยการเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถืออยู่เสมอเวลา 
และวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเสมอ เวลาที่ตื่นนอนจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค 
และก่อนจะนอนก็จะเล่น เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์เข้ามา 
เราจะรีบหยิบขึ้นมาดู โนโมโฟเบีย กับความเสี่ยงที่จะเกิดอีกสารพัดโรค เช่น

» อาการทางสายตา ทำให้เกิดสายตาอ่อนล้า แห้งได้
» 
นิ้วล็อก เมื่อเราใช้นิ้วจิ้ม กด หรือสไลด์หน้าจอ ทำให้เกิดอาการนิ้วชา ปวดข้อมือ ไปจนถึงเอ็นข้อมืออักเสบ
» 
หมอนรองกระดูกเสื่อม เมื่อนั่งผิดท่า หรือนั่งเกร็งเป็นเวลานานเมื่อทำเป็นประจำอาจทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยทีเดียว
» 
เมื่อยคอ บ่า ไหล่ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นก็เพราะคนที่เล่นโทรศัพท์มือถือมักจะก้มหน้าและค้อมตัวลง ทำให้คอบ่า แล้วก็ไหล่เกิดอาการเกร็ง

หากคุณนั้นเริ่มติดมือถือ ให้คุยกับเพื่อนแทนการเล่นโทรศัพท์ 
เดินไปคุยกับคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรืออาจนัดกับเพื่อนให้ออกมาเจอกัน 
พยายามใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น แนะนำให้หากิจกรรมอื่นทำทดแทน 
ลองตั้งกฎว่าจะไม่จับมือถือในเวลาที่กำหนด อย่าง 30 นาที หรือ ชั่วโมง 
ต่อไปก็ค่อยๆเพิ่มเวลาห่างโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น 
แต่ถ้าเป็นมาแพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT)

สุขภาพ

5 อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง

เมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้นจนกระทั่งวัยที่อายุเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว 
ร่างกายก็จะรู้สึกเริ่มอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับสมองก็จะเริ่มทำงานช้าลงไปด้วย 
โดยเหตุนี้หากต้องการที่จะชะลอความเสื่อมสภาพของสมอง จึงควรทานผักและก็ทานผลไม้ดังต่อไปนี้

1. ธัญพืชและพืชตะกูถั่ว ได้แก่ ลูกเดื่อย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 
เม็ดบัว ถั่วเขียว ถั่วลิสง และข้าวโพด 
ต่างก็เป็นของกินที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมสมองให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ 
พร้อมทั้งมีคาร์โบไฮเดรต ที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างสดชื่อ
และก็มีไขมันช่วยให้สมองมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ทั้งวัน

2. ผักใบเขียว เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินอีและสารโฟเลต 
ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพ 
ซึ่งของกินที่ทานทุกมื้อควรมีผักใบเขียวเป็นส่วนประกอบอยู่ 
เพื่อจะช่วยบำรุงและเสริมสร้างสมองอยู่เสมอ

3. ใบแปะก๊วย เป็นอาหารที่จะทานเพื่อบำรุงสมองมากที่สุด 
เพราะมีสารกลุ่มลาโวน ไกลโคไซด์ และสารกลุ่มเทอร์ปีน แลโต
ที่ช่วยบำรุงสมองให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนั้นเมื่อนำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ทานก็จะช่วยฟื้นฟูความทรงจำได้

4. ใบบัวบก คนส่วนใหญ่คิดว่าใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ซ้ำในเพียงอย่างเดียว 
แต่ว่าความเป็นจริงแล้วใบบัวบกสามารถต้านการเสื่อมและบำรุงสมองได้ 
แล้วก็ถ้านำไปให้เด็กทานเป็นประจำก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคสมาธิสั้นได้

5. แอปเปิ้ล มีงานวิจัยพบว่าสารสื่อประสาท แอซิติโคลีน 
ที่มีอยู่ในลูกแอปเปิ้ล ช่วยทำให้สมองตื่นตัว เพิ่มความจำ 
และก็ลดการติดเชื้อของเซลล์ประสาท 
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์ประสาทตาได้ พร้อมทั้งช่วยบำรุงให้สมองทำงานได้ดีขึ้น

อาหารบำรุงสมองเป็นอาหารที่มีอยู่ในอาหารทุกๆหมู่ 
โดยเหตุนั้นการกินอาหารในครบ หมู่จึงเป็นการบำรุงทั้งร่างกายและสมองได้ง่ายที่สุด 
นอกจากนั้นยังต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำด้วย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย

สุขภาพ

6 สัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตน

กลูเตน เป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่เจอได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์
น้ำกะทิสำเร็จรูป ซีอิ๊ว น้ำสลัด น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง ปลากระป๋อง
และก็สินค้าที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี อย่างเบเกอรี่ต่างๆ
นอกเหนือจากนี้ยังถูกเอามาเป็นองค์ประกอบของเนื้อเทียมในของกินมังสวิรัติด้วย
แต่ว่าถึงแม้จะมีคุณประโยชน์มากมายขนานไหนแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้กลูเตน
ฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะมีการเกิดขึ้นเรา
ก็เลยได้รวบรวมสัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตนมาฝากกัน
ลองไปเช็คกันดูดีกว่าว่าคุณเป็นผู้ที่แพ้สารกลูเตนหรือไม่

1. อารมณ์แปรปรวน อาจจะมีผลต่ออารมณ์ทำให้มีความรู้สึกซึมเศร้าแล้วก็วิตกจริตอยู่ตลอดเวลา

2. ผื่นคัน โดยจะมีผื่นคันที่มีน้ำใสๆขึ้นทั่วร่างกาย แต่ว่าจะพบบ่อยในบริเวณศอก หัวเข่า และก็ก้น

3. ระบบขับถ่ายมีปัญหา อาการอย่างแรกที่จะเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการแพ้กลูเตน คือ เจ็บท้อง
ท้องเสีย ท้องอืด หรือท้องผูก โดยอาจจะมีอาการอย่างอื่น เช่น อาเจียนรวมด้วย

4. ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
สำหรับคนที่แพ้กลูเตนจะมีอาการลำไส้เล็กอักเสบจนไม่สามารถที่จะดูดซึมสารอาหารได้
ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีแรง

5. น้ำหนักลดลง หลายๆคนที่กำลังสงสัยอยู่ว่าทานก็เท่าเดิมแต่ทำไหมน้ำหนักถึงลดได้
อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ เพราะเมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้กลูเตน
จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอนั้นเอง

6. อุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีสีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มีไขมันปนอยู่ด้วย และมีกลิ่นที่เหม็นผิดปกติ
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันไว้ได้
ในเด็กจะมีอุจาระที่ค่อนข้างแข็งทำให้ขับถ่ายได้ลำบาก ส่วนวัยผู้ใหญ่ที่มีอุจจาระที่ค่อนข้างเหลว…

สุขภาพ

สารพัดประโยชน์ “ลูกพลับ” ดีต่อสุขภาพ

ถ้าเกิดใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วออกไปจ่ายตลาดตามซุปเปอร์มาร์สังเกตคุณจะมองเห็น “ลูกพลับ”
หลากหลายสายพันธุ์ ที่วางขายอยู่ล้นหลาม
นอกจากจะรสชาติที่อร่อยชวนให้คนญี่ปุ่นและคนต่างประเทศหลงใหลแล้ว ลูกพลับ
ยังมีประโยชน์อีกในหลายด้าน ถ้างั้นพวกเรามาดูคุณประโยช์จาก ลูกพลับ กันค่ะ
ลูกพลับเป็นผลที่ไม่ใหญ่และก็มีคุณค่าทางอาหารมากมาย
ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตมินซี วิตมินอี วิตมินบี6 เส้นใยอาหาร แมงกานีส ทองแดง แมกนีเซียม โพแทสเซียม และก็ฟอสฟอรัส
ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ลูกพลับ ยังมีสารประกอบอินทรีย์ที่มีประโยชน์สำคัญ
คือคาเทชิน (catechin) แกลโลคาเทชิน (gallocatechin) เบทูลินิก แอซิด (betulinic acid)
แล้วก็สารประกอบแคโรทีนอยด์ ด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารประกอบอินทรีย์ที่สำคัญ ทำให้ ลูกพลับ
เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ชาวต่างชาติ
ด้วยเหตุว่าลูกพลับมีคุณค่าทางสารอาหารที่ดีต่อสภาพทางด้านร่างกายมากมาย
ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาดู 5 ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากลูกพลับกันเลยดีกว่าค่ะ

คุณประโยช์จากลูกพลับต่อร่างกาย
1. ช่วยเรื่องสายตา ลูกพลับสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและโรคจุดรับภาพเสื่อม
ได้เป็นอย่างดี เพราะในลูกพลับจะอุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน (Zeaxanthin)
2. ชะลอความชรา ลูกพลับจะมีสารที่สามารถช่วยชะลอความชรา อย่างสารจำพวกบีต้า ไลโคพีน (lycopene)
คริปโทแซนทิน (cryptoxanthin) แล้วก็แคโรทีน ลูทีน (lutein)
ที่จะช่วยเรื่อง จุดกระ รอยเหี่ยวย่น และก็ความเหนื่อยอ่อนล้า ได้
3. ป้องกันโรคมะเร็ง ลูกพลับจะประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตมินเอ รวมทั้งสารฟีโนลิก ได้แก่
คาเทชินและก็แกลโลคาเทชิน ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
4. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลูกพลับถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตมินที่สูงมาก
ก็เลยสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ให้ต้านทานต่อแบคทีเรีย ไวรัสและราที่ก่อให้เกิดโรคได้
5. ช่วยควบคุมระดับความดันเลือด ลูกพลับประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ
ที่สามารถขยายหลอดเลือดและลดแรงดันเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดที่ดี…

Gedeckter Frühstückstisch

เปลี่ยนรสจัด เป็นรสจืด หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ

อาหารรสจัดที่เป็นโทษต่อร่างกาย
*อาหารเค็มจัด เช่น อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร อาหารดัดแปลง อาหารดอง ฯลฯ
*อาหารหวานจัด อย่างเช่น ขนมไทยโบราณ น้ำอัดลม น้ำหวาน ฯลฯ
*อาหารมันจัด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภทน้ำกะทิ ฯลฯ
ผลเสียของอาหารเค็มจัด
อาหารเค็มจัด ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรไทยในเรื่องของระดับโซเดียมสูง
โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้รับประทานโซเดียมวันละ 2,000 มก.
แต่จากการสำรวจในปี 2552 พบว่าการบริโภคโซเดียมของคนประเทศไทย
เฉลี่ยสูงถึง 4,351 มก./วัน ซึ่งไม่เป็นผลดี ทำให้เกิดความดันเลือดที่สูง
อีกทั้งมีผลต่อหัวใจแล้วก็ไตได้

ผลข้างเคียงของอาหารหวานจัด
อาหารหวานจัด เป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพของคนประเทศไทย
พบว่าจำนวนน้ำตาลของการบริโภคในคนไทยค่อนข้างสูง
จากการสำรวจของสำนักงานกรรมการอ้อยและน้ำตาล
พบว่าในปี 2557 ประชากรไทยบริโภคน้ำตาล 33.8 กิโลกรัม/คน/ปี
คิดเป็น 92 กรัม/วัน หรือ 23 ช้อนชา
ขณะที่การบริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา/วัน
แต่ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่เหมาะสมสูงเป็น 4 เท่า ซึ่งไม่เป็นผลดี
ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคอื่นๆ

ผลเสียของอาหารมันจัด
ร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30
โดยการกินอาหารติดมันจากเนื้อสัตว์และต่างๆ
ไม่ควรเกิน 5-6 ช้อนชา เพราะในเนื้อสัตว์ 1 ช้อนชาจะมีไขมันประมาณ 5 กรัม
และก็ไขมัน 1 กรัมให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่
เท่ากับว่าไขมัน 5 ช้อนชา (25 กรัม) นั้นให้พลังงานสูงกว่า 225 กิโลแคลอรี่…

สุขภาพความงาม

สร้างหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วง

การที่จะมีหุ่นดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยุ่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากว่าถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารโดยเกินความจำเป็นของร่างกาย
และก็ไปออกกำลังกายก็ยังอ้วนอยู่ดี
ดังนั้นวันนี้พวกเราจะมาแนะนำวิธีปั้นหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วงมาฝากกัน
1. บลูเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสรรพคุณในการ
ช่วยเพิ่มหน่วยความจำในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและก็เส้นเลือด
และที่สำคัญสลายไขมัน และลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม
2. ลูกพลัม เมื่อถูกแปรรูปแล้วจะเปลี่ยนเป็นลูกพรุน
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังมีคุณประโยชน์ในการช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย
3. มะเขือม่วง เป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาด
ด้วยเหตุว่าการทานมะเขือม่วงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ
ที่มีปรโยชน์มากมาย ดังเช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ
4. กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นของกินที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ปรับสมดุลในร่างกาย และก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. แครอทสีม่วง หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีแครอทสีม่วงด้วยหรอ เพราะว่าไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไรนัก
แต่ว่าที่จริงแล้วมันมีแครอทสีม่วงอยู่จริงๆซึ่งมันเป็นของกินที่เป็นประโยชน์มาก
ได้แก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอวัย ปกป้องผิวจากแดด แล้วก็ที่สำคัญทานแล้วหุ่นดีแน่ๆ
สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยและสุขภาพดี
พวกเราขอแนะนำว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการบริหารร่างกายด้วย
อย่าทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณอาจจะทนรอผลลัพธ์ไม่ไหว…