สุขภาพ

แก้ผิวแห้งง่ายๆด้วยวิธีนี้

ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ 
โดยปกติผิวหนังของคนเราจะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน 
และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ 
โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง 
สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง 
ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง 
เพราะฉะนั้นถ้าน้ำในเซลล์ผิวหนังลดลงก็ทำให้ผิวแห้งกร้าน คันเป็นขุยได้

สาเหตุของปัญหาผิวแห้ง
• อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง 
ผิวขาดน้ำมันหล่อ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้ แสงแดด
• มลพิษต่างๆรวมทั้งอากาศที่มีความชุ่มชื้นต่ำ (ฤดูหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)
• ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น 
ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ และการอาบน้ำอุ่น ทำให้ผิวแห้งแตกได้
• ยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ
• ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆเช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ โรคสะเก็ดเงิน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย
• ภาวะขาดสารอาหาร จำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้

วิธีแก้ปัญหาผิวแห้ง
• ควรจะกินน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
• ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป
• ในฤดูหนาวควรจะทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท
• ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
• เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เช่น เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ 
บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด 
เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวของคุณได้แล้ว และนี่คือ สิ่งที่คุณควรทำเมื่อคุณนั้นต้องเจอกับผิวแห้ง…

โนโมโฟเบีย (Nomophobia) 

ย่อมาจากคำว่า “no mobile phone phobia”
โดยเป็นคำศัพท์ที่องค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร หรือ YouGov
ได้บัญญัติขึ้นเมื่อปี 2008 เพื่อเรียกอาการที่เกิดจากความวิตก 
หรือความหวาดกลัวเมื่อต้องขาดโทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสาร 
แล้วก็ถือว่าเป็นโรคจิตเวชที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวลหากพวกเราจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ 
ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือใช้งานอยู่แล้วแบตเตอรี่เกิดหมดและทำให้พวกเรารู้สึกวุ่นวายใจ 
หมายความว่าพวกเราเข้าข่ายเป็นโนโมโฟเบีย แต่อาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น 
แต่ว่ายังพบได้ทั่วโลก อาการโนโมโฟเบีจะพบได้ในวัยรุ่น วัยทำงาน 
และก็พบได้ในกลุ่มของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

พฤติกรรมที่เข้าข่ายอาการโนโมโฟเบีย คอยการเช็คข้อความในโทรศัพท์มือถืออยู่เสมอเวลา 
และวางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวเสมอ เวลาที่ตื่นนอนจะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค 
และก่อนจะนอนก็จะเล่น เมื่อเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์เข้ามา 
เราจะรีบหยิบขึ้นมาดู โนโมโฟเบีย กับความเสี่ยงที่จะเกิดอีกสารพัดโรค เช่น

» อาการทางสายตา ทำให้เกิดสายตาอ่อนล้า แห้งได้
» 
นิ้วล็อก เมื่อเราใช้นิ้วจิ้ม กด หรือสไลด์หน้าจอ ทำให้เกิดอาการนิ้วชา ปวดข้อมือ ไปจนถึงเอ็นข้อมืออักเสบ
» 
หมอนรองกระดูกเสื่อม เมื่อนั่งผิดท่า หรือนั่งเกร็งเป็นเวลานานเมื่อทำเป็นประจำอาจทำให้ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลยทีเดียว
» 
เมื่อยคอ บ่า ไหล่ ความผิดปกติจะเกิดขึ้นก็เพราะคนที่เล่นโทรศัพท์มือถือมักจะก้มหน้าและค้อมตัวลง ทำให้คอบ่า แล้วก็ไหล่เกิดอาการเกร็ง

หากคุณนั้นเริ่มติดมือถือ ให้คุยกับเพื่อนแทนการเล่นโทรศัพท์ 
เดินไปคุยกับคนในบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรืออาจนัดกับเพื่อนให้ออกมาเจอกัน 
พยายามใช้โทรศัพท์มือถือเท่าที่จำเป็น แนะนำให้หากิจกรรมอื่นทำทดแทน 
ลองตั้งกฎว่าจะไม่จับมือถือในเวลาที่กำหนด อย่าง 30 นาที หรือ ชั่วโมง 
ต่อไปก็ค่อยๆเพิ่มเวลาห่างโทรศัพท์มือถือให้มากขึ้น 
แต่ถ้าเป็นมาแพทย์จะแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาแบบ Cognitive Behavior Therapy (CBT)

5 อาหารที่ช่วยบำรุงสมอง

เมื่อร่างกายเจริญเติบโตขึ้นจนกระทั่งวัยที่อายุเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้ว 
ร่างกายก็จะรู้สึกเริ่มอ่อนแรงลง เช่นเดียวกับสมองก็จะเริ่มทำงานช้าลงไปด้วย 
โดยเหตุนี้หากต้องการที่จะชะลอความเสื่อมสภาพของสมอง จึงควรทานผักและก็ทานผลไม้ดังต่อไปนี้

1. ธัญพืชและพืชตะกูถั่ว ได้แก่ ลูกเดื่อย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 
เม็ดบัว ถั่วเขียว ถั่วลิสง และข้าวโพด 
ต่างก็เป็นของกินที่อุดมไปด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมสมองให้กลับมาทำงานได้ตามปกติ 
พร้อมทั้งมีคาร์โบไฮเดรต ที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างสดชื่อ
และก็มีไขมันช่วยให้สมองมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ทั้งวัน

2. ผักใบเขียว เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินอีและสารโฟเลต 
ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพ 
ซึ่งของกินที่ทานทุกมื้อควรมีผักใบเขียวเป็นส่วนประกอบอยู่ 
เพื่อจะช่วยบำรุงและเสริมสร้างสมองอยู่เสมอ

3. ใบแปะก๊วย เป็นอาหารที่จะทานเพื่อบำรุงสมองมากที่สุด 
เพราะมีสารกลุ่มลาโวน ไกลโคไซด์ และสารกลุ่มเทอร์ปีน แลโต
ที่ช่วยบำรุงสมองให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนั้นเมื่อนำไปให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ทานก็จะช่วยฟื้นฟูความทรงจำได้

4. ใบบัวบก คนส่วนใหญ่คิดว่าใบบัวบกมีสรรพคุณแก้ซ้ำในเพียงอย่างเดียว 
แต่ว่าความเป็นจริงแล้วใบบัวบกสามารถต้านการเสื่อมและบำรุงสมองได้ 
แล้วก็ถ้านำไปให้เด็กทานเป็นประจำก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคสมาธิสั้นได้

5. แอปเปิ้ล มีงานวิจัยพบว่าสารสื่อประสาท แอซิติโคลีน 
ที่มีอยู่ในลูกแอปเปิ้ล ช่วยทำให้สมองตื่นตัว เพิ่มความจำ 
และก็ลดการติดเชื้อของเซลล์ประสาท 
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์ประสาทตาได้ พร้อมทั้งช่วยบำรุงให้สมองทำงานได้ดีขึ้น

อาหารบำรุงสมองเป็นอาหารที่มีอยู่ในอาหารทุกๆหมู่ 
โดยเหตุนั้นการกินอาหารในครบ หมู่จึงเป็นการบำรุงทั้งร่างกายและสมองได้ง่ายที่สุด 
นอกจากนั้นยังต้องหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำด้วย เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย

6 สัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตน

กลูเตน เป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่เจอได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์
น้ำกะทิสำเร็จรูป ซีอิ๊ว น้ำสลัด น้ำมันหอย ซอสถั่วเหลือง ปลากระป๋อง
และก็สินค้าที่ทำมาจากแป้งข้าวสาลี อย่างเบเกอรี่ต่างๆ
นอกเหนือจากนี้ยังถูกเอามาเป็นองค์ประกอบของเนื้อเทียมในของกินมังสวิรัติด้วย
แต่ว่าถึงแม้จะมีคุณประโยชน์มากมายขนานไหนแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้กลูเตน
ฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะมีการเกิดขึ้นเรา
ก็เลยได้รวบรวมสัญญาณเตือนเบื้องต้นของคนแพ้กลูเตนมาฝากกัน
ลองไปเช็คกันดูดีกว่าว่าคุณเป็นผู้ที่แพ้สารกลูเตนหรือไม่

1. อารมณ์แปรปรวน อาจจะมีผลต่ออารมณ์ทำให้มีความรู้สึกซึมเศร้าแล้วก็วิตกจริตอยู่ตลอดเวลา

2. ผื่นคัน โดยจะมีผื่นคันที่มีน้ำใสๆขึ้นทั่วร่างกาย แต่ว่าจะพบบ่อยในบริเวณศอก หัวเข่า และก็ก้น

3. ระบบขับถ่ายมีปัญหา อาการอย่างแรกที่จะเห็นได้ชัดเมื่อมีอาการแพ้กลูเตน คือ เจ็บท้อง
ท้องเสีย ท้องอืด หรือท้องผูก โดยอาจจะมีอาการอย่างอื่น เช่น อาเจียนรวมด้วย

4. ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
สำหรับคนที่แพ้กลูเตนจะมีอาการลำไส้เล็กอักเสบจนไม่สามารถที่จะดูดซึมสารอาหารได้
ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและไม่มีแรง

5. น้ำหนักลดลง หลายๆคนที่กำลังสงสัยอยู่ว่าทานก็เท่าเดิมแต่ทำไหมน้ำหนักถึงลดได้
อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ เพราะเมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้กลูเตน
จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ส่งผลให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอนั้นเอง

6. อุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีสีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มีไขมันปนอยู่ด้วย และมีกลิ่นที่เหม็นผิดปกติ
ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันไว้ได้
ในเด็กจะมีอุจาระที่ค่อนข้างแข็งทำให้ขับถ่ายได้ลำบาก ส่วนวัยผู้ใหญ่ที่มีอุจจาระที่ค่อนข้างเหลว…

สารพัดประโยชน์ “ลูกพลับ” ดีต่อสุขภาพ

ถ้าเกิดใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น แล้วออกไปจ่ายตลาดตามซุปเปอร์มาร์สังเกตคุณจะมองเห็น “ลูกพลับ”
หลากหลายสายพันธุ์ ที่วางขายอยู่ล้นหลาม
นอกจากจะรสชาติที่อร่อยชวนให้คนญี่ปุ่นและคนต่างประเทศหลงใหลแล้ว ลูกพลับ
ยังมีประโยชน์อีกในหลายด้าน ถ้างั้นพวกเรามาดูคุณประโยช์จาก ลูกพลับ กันค่ะ
ลูกพลับเป็นผลที่ไม่ใหญ่และก็มีคุณค่าทางอาหารมากมาย
ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตมินซี วิตมินอี วิตมินบี6 เส้นใยอาหาร แมงกานีส ทองแดง แมกนีเซียม โพแทสเซียม และก็ฟอสฟอรัส
ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ ลูกพลับ ยังมีสารประกอบอินทรีย์ที่มีประโยชน์สำคัญ
คือคาเทชิน (catechin) แกลโลคาเทชิน (gallocatechin) เบทูลินิก แอซิด (betulinic acid)
แล้วก็สารประกอบแคโรทีนอยด์ ด้วยวิตามิน แร่ธาตุและสารประกอบอินทรีย์ที่สำคัญ ทำให้ ลูกพลับ
เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ชาวต่างชาติ
ด้วยเหตุว่าลูกพลับมีคุณค่าทางสารอาหารที่ดีต่อสภาพทางด้านร่างกายมากมาย
ถ้าเช่นนั้นพวกเรามาดู 5 ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากลูกพลับกันเลยดีกว่าค่ะ

คุณประโยช์จากลูกพลับต่อร่างกาย
1. ช่วยเรื่องสายตา ลูกพลับสามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและโรคจุดรับภาพเสื่อม
ได้เป็นอย่างดี เพราะในลูกพลับจะอุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน (Zeaxanthin)
2. ชะลอความชรา ลูกพลับจะมีสารที่สามารถช่วยชะลอความชรา อย่างสารจำพวกบีต้า ไลโคพีน (lycopene)
คริปโทแซนทิน (cryptoxanthin) แล้วก็แคโรทีน ลูทีน (lutein)
ที่จะช่วยเรื่อง จุดกระ รอยเหี่ยวย่น และก็ความเหนื่อยอ่อนล้า ได้
3. ป้องกันโรคมะเร็ง ลูกพลับจะประกอบไปด้วยวิตามินซี วิตมินเอ รวมทั้งสารฟีโนลิก ได้แก่
คาเทชินและก็แกลโลคาเทชิน ซึ่งสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้
4. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลูกพลับถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตมินที่สูงมาก
ก็เลยสามารถช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ให้ต้านทานต่อแบคทีเรีย ไวรัสและราที่ก่อให้เกิดโรคได้
5. ช่วยควบคุมระดับความดันเลือด ลูกพลับประกอบไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ
ที่สามารถขยายหลอดเลือดและลดแรงดันเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดที่ดี…

เปลี่ยนรสจัด เป็นรสจืด หลีกเลี่ยงอาหารทำลายสุขภาพ

อาหารรสจัดที่เป็นโทษต่อร่างกาย
*อาหารเค็มจัด เช่น อาหารที่ผ่านการถนอมอาหาร อาหารดัดแปลง อาหารดอง ฯลฯ
*อาหารหวานจัด อย่างเช่น ขนมไทยโบราณ น้ำอัดลม น้ำหวาน ฯลฯ
*อาหารมันจัด เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารประเภทน้ำกะทิ ฯลฯ
ผลเสียของอาหารเค็มจัด
อาหารเค็มจัด ส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรไทยในเรื่องของระดับโซเดียมสูง
โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้รับประทานโซเดียมวันละ 2,000 มก.
แต่จากการสำรวจในปี 2552 พบว่าการบริโภคโซเดียมของคนประเทศไทย
เฉลี่ยสูงถึง 4,351 มก./วัน ซึ่งไม่เป็นผลดี ทำให้เกิดความดันเลือดที่สูง
อีกทั้งมีผลต่อหัวใจแล้วก็ไตได้

ผลข้างเคียงของอาหารหวานจัด
อาหารหวานจัด เป็นอีกหนึ่งปัญหาด้านสุขภาพของคนประเทศไทย
พบว่าจำนวนน้ำตาลของการบริโภคในคนไทยค่อนข้างสูง
จากการสำรวจของสำนักงานกรรมการอ้อยและน้ำตาล
พบว่าในปี 2557 ประชากรไทยบริโภคน้ำตาล 33.8 กิโลกรัม/คน/ปี
คิดเป็น 92 กรัม/วัน หรือ 23 ช้อนชา
ขณะที่การบริโภคน้ำตาลที่เหมาะสมกำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา/วัน
แต่ว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินปริมาณที่เหมาะสมสูงเป็น 4 เท่า ซึ่งไม่เป็นผลดี
ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา อาทิ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคอื่นๆ

ผลเสียของอาหารมันจัด
ร่างกายของมนุษย์ต้องการพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30
โดยการกินอาหารติดมันจากเนื้อสัตว์และต่างๆ
ไม่ควรเกิน 5-6 ช้อนชา เพราะในเนื้อสัตว์ 1 ช้อนชาจะมีไขมันประมาณ 5 กรัม
และก็ไขมัน 1 กรัมให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่
เท่ากับว่าไขมัน 5 ช้อนชา (25 กรัม) นั้นให้พลังงานสูงกว่า 225 กิโลแคลอรี่…

สร้างหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วง

การที่จะมีหุ่นดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยุ่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากว่าถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารโดยเกินความจำเป็นของร่างกาย
และก็ไปออกกำลังกายก็ยังอ้วนอยู่ดี
ดังนั้นวันนี้พวกเราจะมาแนะนำวิธีปั้นหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วงมาฝากกัน
1. บลูเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสรรพคุณในการ
ช่วยเพิ่มหน่วยความจำในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและก็เส้นเลือด
และที่สำคัญสลายไขมัน และลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม
2. ลูกพลัม เมื่อถูกแปรรูปแล้วจะเปลี่ยนเป็นลูกพรุน
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังมีคุณประโยชน์ในการช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย
3. มะเขือม่วง เป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาด
ด้วยเหตุว่าการทานมะเขือม่วงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ
ที่มีปรโยชน์มากมาย ดังเช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ
4. กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นของกินที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ปรับสมดุลในร่างกาย และก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. แครอทสีม่วง หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีแครอทสีม่วงด้วยหรอ เพราะว่าไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไรนัก
แต่ว่าที่จริงแล้วมันมีแครอทสีม่วงอยู่จริงๆซึ่งมันเป็นของกินที่เป็นประโยชน์มาก
ได้แก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอวัย ปกป้องผิวจากแดด แล้วก็ที่สำคัญทานแล้วหุ่นดีแน่ๆ
สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยและสุขภาพดี
พวกเราขอแนะนำว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการบริหารร่างกายด้วย
อย่าทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณอาจจะทนรอผลลัพธ์ไม่ไหว…

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบ ของผู้สูงวัย

ในประเทศไทยเจอผู้สูงอายุมากขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 แสนคน
เป็นสัญญาณที่แสดงออกถึงการก้าวไปสู่สังคมคนแก่
ความน่าเป็นห่วงของเรื่องนี้คือคนในวัยนี้มักมีความเสื่อมของระบบต่างๆในร่างกาย
ซึ่งยากต่อการใช้ชีวิตได้เหมือนกับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง โดยหนึ่งในโรคที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุก็คือ
“โรคกระดูกพรุน” อันอาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพได้
อีกทั้งเป็นภัยเงียบที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ลักษณะของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนคือโรคชนิดหนึ่งซึ่งมวลกระดูกลดน้อยลง มักเกิดกับสตรีวัยหมดประจำเดือน
หรือเพศชายแก่กว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดจากอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน
โดยทั่วไปแล้วร่างกายของมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและอยู่ในสมดุล
แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกเปลี่ยนไปจากปกติ ตัวอย่างเช่น ในผู้ที่หมดประจำเดือน
ฮอร์โมนผู้หญิงลดน้อยลง ทำให้มีการทำลายกระดูกมากยิ่งขึ้นรวมทั้งสร้างได้น้อยลง
มวลกระดูกโดยรวมก็เลยลดน้อยลงกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

อาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน
*กระดูกเสียความแข็งแรง กระดูกหักง่าย
*เคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก
*หลังโกง หลังค่อม
*ติดเชื้อโรคในกระแสเลือด
*ปอดอักเสบ
*ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
*โลหิตเป็นพิษ
*เดินไม่ได้/พิการ
*แผลกดทับ (กรณีเป็นผู้ป่วยติดเตียง)
กระดูกข้อบั้นท้ายหักจากกระดูกพรุน เป็นภาวะที่มีอันตรายสูง รวมทั้งถึงกับเสียชีวิตได้
ภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะว่ากระดูกหักในคนวัยชราจะติดช้า
มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก
อาจจะก่อให้เกิดภาวะเป็นง่อยตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี

การรักษาโรคกระดูกพรุน
*รักษาด้วยยา
*ผ่าตัด
*กายภาพบำบัด

การดูแลและรักษาภาวะกระดูกสะโพกหักจากกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกสะโพกหักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุนที่อันตรายแล้วก็ทำให้เสียชีวิตได้
แต่ว่าตอนนี้มีการวิวัฒนาการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น การผ่าตัดอย่างเร็ว ภายใน 48-72 ชั่วโมง
เพื่อยึดตรึงกระดูกหักให้แข็งแรง และการผ่าตัดแบบแผลเล็กบาดเจ็บน้อย
ร่วมกับวิธีการทำกายภาพบำบัดและก็การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม
วิธีพวกนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงได้เป็นอย่างมาก และก็สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับสู่ภาวะธรรมดาได้อย่างเร็ว…

บริหารร่างกายแบบไหนที่ผู้ป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมควรจะทำ

แน่ๆว่าการบริหารร่างกายนั้นดีต่อร่างกายของตัวเราเองอย่างมาก
แต่ว่าสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อหัวเข่าเสื่อมล่ะจะทำเช่นไรให้หายจากโรคนี้ได้
ยิ่งหากคนไข้ที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ยินยอมทำอะไรเพื่อบริหารเข่าก็ยิ่งจะก่อให้เป็นหนักกว่าเดิม
ด้วยเหตุนั้นวันนี้ ทางพวกเรามีวีธีการบริหารร่างกายสำหรับคนป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมมาเล่าให้ฟังกันมีดังนี้
1.การเดิน
ถึงจะเป็นวีธีการบริหารร่างกายแบบง่ายๆแต่ว่ามันก็อาจจะเป็นวิธีการบริหารร่างกายที่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อม
เพราะว่าผู้เจ็บป่วยประเภทนี้จำเป็นที่ต้องการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก
แต่ก็ไม่สมควรที่จะหักโหมมากเกินความจำเป็นเนื่องจากว่าจะมีผลให้มีการอักเสบมากยิ่งกว่าเดิม
และก็ควรจะเดินอย่างต่ำวันละ 30 นาที
2.ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในน้ำ
การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำนั้นเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
เนื่องจากว่าน้ำจะคอยประคองน้ำหนักของตัวเราได้อย่างดีเยี่ยม
ซึ่งการว่ายน้ำนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อพวกเราแข็งแรงไม่ทำให้ข้อต่อเราได้รับบาดเจ็บและจะช่วยในการบริหาร หลัง สะโพก และข้อเข่า
3.ปั่นจักรยาน
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ไม่สามารักษาให้หายสนิทได้ แต่ว่าแน่นอนว่าหากผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วส่วนมากก็ชอบอยู่นิ่งๆ
ไม่ยอมที่จะขยับหรือเคลื่อนที่ทำอะไรเหมือนแต่ก่อน และก็การปั่นจักรยานนั้นเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่เป็นโรคนี้ได้
จากคำบอกเล่าของแพทย์ ถ้าหากจะใช้วิธีแบบนี้ในการบริหารร่างกายควรจะเลือกรถจักรยานที่อานสูงๆหน่อย
เพื่อจะได้ลดแรงเสียดทานกระดูกรอบๆหัวเข่า
4.การยืดกล้ามเนื้อ
วิธีนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยในโรคข้อเข่าเสื่อมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยประคองน้ำหนักของตัวเรา
เนื่องจากถ้าหากว่ากล้ามเนื้อของพวกเราอ่อนแอลงข้อต่อต่างๆก็จะรับหน้าที่หนักขึ้น
ดังนั้นหากว่าต้องการบริหารร่างกายด้วยการฝึกยืดกล้ามเนื้อ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน
เพื่อที่แพทย์จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดและจะได้ยืดกล้ามเนื้อได้อย่างถูกวิธี…

4 เทคนิคออกกำลังกาย ให้เป็นนิสัยไม่ขี้เกียจกลางทาง

คนไทยปัจจุบันนี้ มีเรื่องให้ทำ มีเรื่องจำต้องให้คิดกันตลอดเวลา คนจำนวนไม่น้อยชอบห่วงแต่
เรื่องสบายเรื่องรับประทานจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นคนขี้เกียจไปเลย พอครั้งที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นก็ต้องการจะลด แต่ว่าพอทราบดีว่า
การลดที่ดีเป็นการลดหุ่น คนจำนวนไม่น้อยก็สงสัยว่าทำยังไง คนเราถึงจะบริหารร่างกายได้อย่าง
สม่ำเสมอ จะหาแรงผลักดันมาจากไหน เพื่อหุ่น เพื่อสุขภาพพวกเราจะได้ดีขึ้น
วันนี้จะมี แนวทาง ที่จะช่วยทำให้พวกเราสามารถบริหารร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนนิสัยความขี้เกียจออกกำลังกายอีกด้วย เพื่อตัวคุณเอง ลองปฏิบัติตามดูได้


1.
บริหารร่างกายได้ที่บ้าน
การออกกำลังกายมีมากมาย ไม่ว่าจะวิ่ง เดิน แอโรบิก และก็อื่นๆไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดิน
ทางไปฟิตเนสอะไรเลย สุดท้ายจะได้ไม่ต้องมานั่งแค้นใจ เสียดายตัง กับการจะเอาหุ่นดี
กลับมา ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากมาย หากคิดออกกำลังกาย เริ่มที่บ้านก็ได้


2.
ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือเสมอถ้ามองไปที่ความขี้เกียจ น่าจะเป็นพวกอะไหล่เสริมของการบริหารร่างกายนี่ล่ะ
ด้วยเหตุว่าควรมีวัสดุอุปกรณ์ มีชุด ซึ่งจะก่อให้พวกเราต้องเสียตังค์เป็นจำนวนหนึ่ง ฉะนั้น
ถ้าคิดจะบริหารร่างกายจริง ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือก็ได้ แค่เพียงมีรองเท้าผ้าใบเก่าๆ
พวกเราก็บริหารร่างกายได้แล้ว อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องไปติดเป็นนิสัยกับการใช้ของราคาสูง
เน้นย้ำความสบายและก็พอดิบพอดี ในการออกกำลัง


3.
ไม่ต้องเป็นจริงเป็นจัง
คนจำนวนไม่น้อยมักหวังผลตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือออกกำลังกายเลย นั่นก็เลยทำให้ท่านเกิดความ
คาดหมายและก็แรงกดดันที่สูงสำหรับการออกกำลังกาย ทางที่ดี ไม่สมควรจะไปเอาจริงเอาจังให้มาก
จะออกกำลังไป ดูโทรทัศน์ไปก็ยังทำได้ ไม่ต้องไปลงคิวเวลา หรือกะเวลาอะไรให้มันมาก
ให้ทำแบบเรื่อยๆเพลิดเพลินเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยก็หยุดพอได้แล้ว


4.
หยุดที่ 80%
การบริหารร่างกายแบบสุดกำลัง นั่นจะก่อให้พวกเราเมื่อยล้ามากเกินความจำเป็น จนเปลี่ยนเป็นการทนฝืน
รวมทั้งครั้งต่อไปก็จะไม่กล้าออกกำลังกายอีกเลย ไม่ต้องไปฝ่าฝืนมากมาย เหตุเพราะการบริหารร่างกาย
จำเป็นต้องใช้เวลา ไม่ใช่แปเดียวจะได้ผลทันตาเห็น