สุขภาพ

สร้างหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วง

การที่จะมีหุ่นดีได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยุ่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
เนื่องจากว่าถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารโดยเกินความจำเป็นของร่างกาย
และก็ไปออกกำลังกายก็ยังอ้วนอยู่ดี
ดังนั้นวันนี้พวกเราจะมาแนะนำวิธีปั้นหุ่นสวยด้วยอาหารสีม่วงมาฝากกัน
1. บลูเบอร์รี่ คือผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่มีสรรพคุณในการ
ช่วยเพิ่มหน่วยความจำในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและก็เส้นเลือด
และที่สำคัญสลายไขมัน และลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม
2. ลูกพลัม เมื่อถูกแปรรูปแล้วจะเปลี่ยนเป็นลูกพรุน
ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้วยังมีคุณประโยชน์ในการช่วยลดการเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ลดความดัน ลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย
3. มะเขือม่วง เป็นอีกหนึ่งอาหารที่คนกำลังลดน้ำหนักต้องห้ามพลาด
ด้วยเหตุว่าการทานมะเขือม่วงช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดีเยี่ยม
นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ
ที่มีปรโยชน์มากมาย ดังเช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุเหล็ก แคลเซียมและวิตามินแร่ธาตุต่างๆ
4. กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นของกินที่อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย
ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ปรับสมดุลในร่างกาย และก็ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดีขึ้น
5. แครอทสีม่วง หลายคนอาจจะแปลกใจว่ามีแครอทสีม่วงด้วยหรอ เพราะว่าไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไรนัก
แต่ว่าที่จริงแล้วมันมีแครอทสีม่วงอยู่จริงๆซึ่งมันเป็นของกินที่เป็นประโยชน์มาก
ได้แก่ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอวัย ปกป้องผิวจากแดด แล้วก็ที่สำคัญทานแล้วหุ่นดีแน่ๆ
สำหรับใครที่อยากมีหุ่นสวยและสุขภาพดี
พวกเราขอแนะนำว่าให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการบริหารร่างกายด้วย
อย่าทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะคุณอาจจะทนรอผลลัพธ์ไม่ไหว…

โรคกระดูกพรุน ภัยเงียบ ของผู้สูงวัย

ในประเทศไทยเจอผู้สูงอายุมากขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 แสนคน
เป็นสัญญาณที่แสดงออกถึงการก้าวไปสู่สังคมคนแก่
ความน่าเป็นห่วงของเรื่องนี้คือคนในวัยนี้มักมีความเสื่อมของระบบต่างๆในร่างกาย
ซึ่งยากต่อการใช้ชีวิตได้เหมือนกับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง โดยหนึ่งในโรคที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุก็คือ
“โรคกระดูกพรุน” อันอาจทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพได้
อีกทั้งเป็นภัยเงียบที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ลักษณะของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนคือโรคชนิดหนึ่งซึ่งมวลกระดูกลดน้อยลง มักเกิดกับสตรีวัยหมดประจำเดือน
หรือเพศชายแก่กว่า 65 ปีขึ้นไป เกิดจากอัตราการสร้างและการทำลายกระดูกที่ไม่สมดุลกัน
โดยทั่วไปแล้วร่างกายของมนุษย์จะมีการสร้างและทำลายกระดูกอยู่ตลอดเวลาและอยู่ในสมดุล
แต่มีบางภาวะที่อาจส่งผลให้การสร้างและทำลายมวลกระดูกเปลี่ยนไปจากปกติ ตัวอย่างเช่น ในผู้ที่หมดประจำเดือน
ฮอร์โมนผู้หญิงลดน้อยลง ทำให้มีการทำลายกระดูกมากยิ่งขึ้นรวมทั้งสร้างได้น้อยลง
มวลกระดูกโดยรวมก็เลยลดน้อยลงกลายเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด

อาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน
*กระดูกเสียความแข็งแรง กระดูกหักง่าย
*เคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก
*หลังโกง หลังค่อม
*ติดเชื้อโรคในกระแสเลือด
*ปอดอักเสบ
*ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
*โลหิตเป็นพิษ
*เดินไม่ได้/พิการ
*แผลกดทับ (กรณีเป็นผู้ป่วยติดเตียง)
กระดูกข้อบั้นท้ายหักจากกระดูกพรุน เป็นภาวะที่มีอันตรายสูง รวมทั้งถึงกับเสียชีวิตได้
ภาวะกระดูกหักหากเกิดในผู้สูงวัยจะรักษาได้ยาก เพราะว่ากระดูกหักในคนวัยชราจะติดช้า
มีภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างมาก บางรายอาจถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนกระดูกสะโพกหัก
อาจจะก่อให้เกิดภาวะเป็นง่อยตามมา หรือเสียชีวิตได้สูง ภายใน 1-2 ปี

การรักษาโรคกระดูกพรุน
*รักษาด้วยยา
*ผ่าตัด
*กายภาพบำบัด

การดูแลและรักษาภาวะกระดูกสะโพกหักจากกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกสะโพกหักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุนที่อันตรายแล้วก็ทำให้เสียชีวิตได้
แต่ว่าตอนนี้มีการวิวัฒนาการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพสูง อย่างเช่น การผ่าตัดอย่างเร็ว ภายใน 48-72 ชั่วโมง
เพื่อยึดตรึงกระดูกหักให้แข็งแรง และการผ่าตัดแบบแผลเล็กบาดเจ็บน้อย
ร่วมกับวิธีการทำกายภาพบำบัดและก็การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม
วิธีพวกนี้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงได้เป็นอย่างมาก และก็สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับสู่ภาวะธรรมดาได้อย่างเร็ว…

บริหารร่างกายแบบไหนที่ผู้ป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมควรจะทำ

แน่ๆว่าการบริหารร่างกายนั้นดีต่อร่างกายของตัวเราเองอย่างมาก
แต่ว่าสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อหัวเข่าเสื่อมล่ะจะทำเช่นไรให้หายจากโรคนี้ได้
ยิ่งหากคนไข้ที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ยินยอมทำอะไรเพื่อบริหารเข่าก็ยิ่งจะก่อให้เป็นหนักกว่าเดิม
ด้วยเหตุนั้นวันนี้ ทางพวกเรามีวีธีการบริหารร่างกายสำหรับคนป่วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อมมาเล่าให้ฟังกันมีดังนี้
1.การเดิน
ถึงจะเป็นวีธีการบริหารร่างกายแบบง่ายๆแต่ว่ามันก็อาจจะเป็นวิธีการบริหารร่างกายที่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคข้อหัวเข่าเสื่อม
เพราะว่าผู้เจ็บป่วยประเภทนี้จำเป็นที่ต้องการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก
แต่ก็ไม่สมควรที่จะหักโหมมากเกินความจำเป็นเนื่องจากว่าจะมีผลให้มีการอักเสบมากยิ่งกว่าเดิม
และก็ควรจะเดินอย่างต่ำวันละ 30 นาที
2.ว่ายน้ำ หรือออกกำลังกายในน้ำ
การออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำนั้นเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด
เนื่องจากว่าน้ำจะคอยประคองน้ำหนักของตัวเราได้อย่างดีเยี่ยม
ซึ่งการว่ายน้ำนั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อพวกเราแข็งแรงไม่ทำให้ข้อต่อเราได้รับบาดเจ็บและจะช่วยในการบริหาร หลัง สะโพก และข้อเข่า
3.ปั่นจักรยาน
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่ไม่สามารักษาให้หายสนิทได้ แต่ว่าแน่นอนว่าหากผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วส่วนมากก็ชอบอยู่นิ่งๆ
ไม่ยอมที่จะขยับหรือเคลื่อนที่ทำอะไรเหมือนแต่ก่อน และก็การปั่นจักรยานนั้นเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่เป็นโรคนี้ได้
จากคำบอกเล่าของแพทย์ ถ้าหากจะใช้วิธีแบบนี้ในการบริหารร่างกายควรจะเลือกรถจักรยานที่อานสูงๆหน่อย
เพื่อจะได้ลดแรงเสียดทานกระดูกรอบๆหัวเข่า
4.การยืดกล้ามเนื้อ
วิธีนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยในโรคข้อเข่าเสื่อมมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยประคองน้ำหนักของตัวเรา
เนื่องจากถ้าหากว่ากล้ามเนื้อของพวกเราอ่อนแอลงข้อต่อต่างๆก็จะรับหน้าที่หนักขึ้น
ดังนั้นหากว่าต้องการบริหารร่างกายด้วยการฝึกยืดกล้ามเนื้อ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อน
เพื่อที่แพทย์จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิดและจะได้ยืดกล้ามเนื้อได้อย่างถูกวิธี…

4 เทคนิคออกกำลังกาย ให้เป็นนิสัยไม่ขี้เกียจกลางทาง

คนไทยปัจจุบันนี้ มีเรื่องให้ทำ มีเรื่องจำต้องให้คิดกันตลอดเวลา คนจำนวนไม่น้อยชอบห่วงแต่
เรื่องสบายเรื่องรับประทานจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นคนขี้เกียจไปเลย พอครั้งที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นก็ต้องการจะลด แต่ว่าพอทราบดีว่า
การลดที่ดีเป็นการลดหุ่น คนจำนวนไม่น้อยก็สงสัยว่าทำยังไง คนเราถึงจะบริหารร่างกายได้อย่าง
สม่ำเสมอ จะหาแรงผลักดันมาจากไหน เพื่อหุ่น เพื่อสุขภาพพวกเราจะได้ดีขึ้น
วันนี้จะมี แนวทาง ที่จะช่วยทำให้พวกเราสามารถบริหารร่างกายได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนนิสัยความขี้เกียจออกกำลังกายอีกด้วย เพื่อตัวคุณเอง ลองปฏิบัติตามดูได้


1.
บริหารร่างกายได้ที่บ้าน
การออกกำลังกายมีมากมาย ไม่ว่าจะวิ่ง เดิน แอโรบิก และก็อื่นๆไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดิน
ทางไปฟิตเนสอะไรเลย สุดท้ายจะได้ไม่ต้องมานั่งแค้นใจ เสียดายตัง กับการจะเอาหุ่นดี
กลับมา ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากมาย หากคิดออกกำลังกาย เริ่มที่บ้านก็ได้


2.
ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเครื่องมือเสมอถ้ามองไปที่ความขี้เกียจ น่าจะเป็นพวกอะไหล่เสริมของการบริหารร่างกายนี่ล่ะ
ด้วยเหตุว่าควรมีวัสดุอุปกรณ์ มีชุด ซึ่งจะก่อให้พวกเราต้องเสียตังค์เป็นจำนวนหนึ่ง ฉะนั้น
ถ้าคิดจะบริหารร่างกายจริง ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือก็ได้ แค่เพียงมีรองเท้าผ้าใบเก่าๆ
พวกเราก็บริหารร่างกายได้แล้ว อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องไปติดเป็นนิสัยกับการใช้ของราคาสูง
เน้นย้ำความสบายและก็พอดิบพอดี ในการออกกำลัง


3.
ไม่ต้องเป็นจริงเป็นจัง
คนจำนวนไม่น้อยมักหวังผลตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือออกกำลังกายเลย นั่นก็เลยทำให้ท่านเกิดความ
คาดหมายและก็แรงกดดันที่สูงสำหรับการออกกำลังกาย ทางที่ดี ไม่สมควรจะไปเอาจริงเอาจังให้มาก
จะออกกำลังไป ดูโทรทัศน์ไปก็ยังทำได้ ไม่ต้องไปลงคิวเวลา หรือกะเวลาอะไรให้มันมาก
ให้ทำแบบเรื่อยๆเพลิดเพลินเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยก็หยุดพอได้แล้ว


4.
หยุดที่ 80%
การบริหารร่างกายแบบสุดกำลัง นั่นจะก่อให้พวกเราเมื่อยล้ามากเกินความจำเป็น จนเปลี่ยนเป็นการทนฝืน
รวมทั้งครั้งต่อไปก็จะไม่กล้าออกกำลังกายอีกเลย ไม่ต้องไปฝ่าฝืนมากมาย เหตุเพราะการบริหารร่างกาย
จำเป็นต้องใช้เวลา ไม่ใช่แปเดียวจะได้ผลทันตาเห็น

ขั้นตอนดูแลผิวให้สุขภาพดี

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังบ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นการบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี
การดูแลผิวพรรณจากภายใน ทานอาหารที่ดี
วิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น
และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนดังนั้นทานผักหรือผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ
มากกว่าได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีต่อผิวนัก
แต่เพื่อความครบถ้วนของสารอาหารให้เลือกทานเป็นสัตว์จำพวกปลาแทน เช่น ปลาแซลมอน
เพราะไขมันที่ได้จากปลาเป็นไขมันที่ดีและมีประโยชน์
อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่เป็นสาเหตุของการเกิด สิวได้อีกด้วย
โปรตีน ประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผิวจะดูแห้งและหมองลง
อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส
ธัญพืชธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่างวิตามินอี และวิตามินบี 2
รวมถึงโอเมก้าและโปรตีนซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย
และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเปล่า การดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว ทุกเช้าเพื่อดีท็อกซ์ร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
และยังเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี
การดูแลผิวพรรณจากภายนอก
1.หลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ
ผิวมักเกิดความหมองคล้ำได้ง่าย หากเกิดจากการสัมผัสของรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ดังนั้น
การพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความหมองคล้ำจากรังสี UV ได้
แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็แนะนำให้พกร่มไว้ติดตัวไปด้วย
และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรเลือกโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เข้มให้จางลง และควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
3.ขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การดูแลผิวด้วยการขัดผิวบ่อยๆ นั่นคือ วิธีที่ดีสำหรับการมีผิวพรรณที่ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
การขัดผิวนั้นสามารถทำให้ผิวของคนเราขาวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว
และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสามารถขัดผิวของตัวเองได้
ด้วยการใช้สครับที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว…

เสลดพังพอนตัวผู้ สมุนไพรไทยต้านพิษงูเห่า

เสลดพังพอน หรือ เสลดพังพอนตัวผู้ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อเรียกอื่นว่า พิมเสนต้น
(ภาคกลาง), ก้านชั่ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), คันชั่ง (ตาก),ลิ้นงูเห่า (กรุงเทพ), อังกาบ (ไทย), ฉิกแชเกี่ยม
ฮวยเฮียะแกโต่วเกียง (จีน) เป็นต้น ลักษณะของ เสลดพังพอน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร
ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ส่วนกิ่งและก้านเป็นสีน้ำตาลแดง
ตามข้อของลำต้นและโคนก้านใบมีหนามแหลมคมและยาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชุ่มชื้น ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไป
ส่วน ใบเสลดพังพอน เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่
ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ
ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง
พื้นใบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นใบและก้านเป็นสีแดง
ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร
และโคนก้านมีหนามแหลม 1 คู่ โค้งงอ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีม่วงชี้ลง
ขณะที่ ดอกเสลดพังพอน ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายยอด
ช่อดอกอ่อนจะมองเห็นใบประดับรูปกลมรีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หุ้มดอกไว้ภายใน
ดอกจะมีใบประดับขนาดใหญ่เรียงกันเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ปลายใบประดับเป็นสีม่วง
หรือทั้งใบประดับเป็นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงอมน้ำตาล รูปไข่เกือบกลม
โดยสรรพคุณของเสลดพังพอน ใบมีรสจืดเย็น ใช้เป็นยาทะลวงลมปราณ แก้โรคเบาหวาน รักษาโรคคางทูม
ช่วยถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร
ชาวปะหล่องจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยลดอาการจากไข้มาลาเรีย (มีรสขมมาก)
ส่วนตำรายาไทยจะใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่จะนิยมใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำ
ดื่ม กากเอามาพอกหรือทาเป็นยาแก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้ไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา
แก้โรคเริม แก้เริมบริเวณผิวหนัง งูสวัด นอกจากนี้ ใบเสดลพังพอน ยังช่วยถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ
รักษาโรคฝีดาษ แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้แผลกลาย เป็นยาถอนพิษ แก้พิษงูกัด พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ ผึ้ง
งูเห่า หรือช่วยถอนพิษอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม ส่วนรากเสลดพังพอน มีรสจืด
ใช้เป็นยาแก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร แก้ปวดฟัน ใช้ฝนกับเหล้าดื่ม
และทาแก้พิษงู ถอนพิษตะขาบ แมงป่อง แมลงสัตว์กัดต่อย กระนั้นสรรพคุณที่เจ๋งที่สุด คือ ใช้เป็นยาแก้พิษจากงูเห่ากัด
โดยใช้ตำพอกปากแผลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ผสมกับเหล้ากิน เพื่อเป็นการช่วยยืดเวลาก่อนที่จะไปหาหมอ เช่นเดียวกับ
ชาวเมี่ยน ที่นิยมปลูกต้นเสลดพังพอนเป็นแนวรั้วเอาไว้ป้องกันงู…

เสลดพังพอนตัวเมีย แก้สิว แก้แผล ได้ผลดีเกินคาด

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่),
พญาปล้องคำ (ลำปาง), พญาปล้องทอง (ภาคกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
เสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆ มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำหรือแยกเหง้าแขนงไปปลูก ขณะเดียวกัน เสลดพังพอนตัวเมีย
ยังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี
มีแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ใน จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย
โดยในไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วน ใบเสลดพังพอนตัวเมีย จะเป็นใบเดี่ยว
ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ด้าน ดอกเสลดพังพอนตัวเมีย ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6ดอก
กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ
ปากล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ โดยกลีบดอกจะเป็นรูปทรงกระบอก
ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่ากัน มีขนเป็นต่อมเหนียวอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน
ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม แต่มักจะไม่ค่อยออกดอก
ซึ่ง เสลดพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย
จะแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง
ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามและมีดอกเป็นสีแดงส้ม ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน
หลายตำราจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย ว่า “พญายอ” หรือ “พญาปล้องทอง” ขณะที่ เสลดพังพอนตัวผู้
จะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย และตำรายาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
สรรพคุณที่น่าสนใจของ เสลดพังพอนตัวเมีย มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือ
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและเม็ดผดผื่นคัน
นอกจากนี้ยังใช้ใบสดประมาณ 5 ใบ นำมาตำพอกบริเวณแผลสัก 10 นาที
ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหลได้ หรือใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง
หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดีขณะที่อีกตำราระบุว่ายังช่วยรักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพ
รุนไฟ แผลสุนัขกัด และแผลที่เกิดจากการถูกกรดได้อีกด้วยเพียงแค่นำใบไปหุงกับน้ำมัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นนั่นเอง…

สูตรลดความอ้วนธรรมชาติได้ผลภายใน 3 วัน

สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วนอย่างได้ผลภายใน 3 วันในวันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆที่ช่วยทำให้คุณลดน้ำหนักได้ทันตาเห็นเป็นวิธีแบบธรรมชาติที่ต้องอาศัยความอดทนของตัวเราเป็นตัวตั้งในการลดน้ำหนักในครั้งนี้
เหมาะสำหรับใครที่ต้องออกงานแบบเร่งด่วนเพื่อให้สามารถสวมใส่เสื้อผ้าออกมาให้ดูสวยงาม โดยวิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ 1-2กิโลกรัมภายใน 3 วันโดยเราจะต้องเตรียมการรับประทานอาหารตามสูตรนี้นั้นคือ
เช้าทานไข่ต้ม 2 ฟองกับนม 1 แก้ว ในช่วงเที่ยงทานอกไก่ต้มกับน้ำเต้าหู้ 1แก้ว เย็นทานสลัดไข่ต้ม+โยเกิร์ต และก่อนเข้านอน ทาน นมอุ่นๆ 1 แก้ว สำหรับระหว่างวันที่รู้สึกมีอาการหิวให้รับประทานน้ำหรือนม
งดการรับประทานแป้งและน้ำตาลจะทำให้น้ำหนักเพราะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และควรงดอาหารที่มีรสเค็มเพราะมีโซเดียมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณบวมน้ำหากการสังเกตดีๆก่อนเข้านอนหากคุณน้ำหนัก 53 กิโลกรัม
เมื่อตื่นนอนน้ำหนักก็ยัง 53กิโลกรัมส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของเรารับประทานโซเดียมเข้าไปและดูดน้ำไว้ในร่างกายทำให้น้ำหนักไม่ลดทั้งๆที่เรา
ไม่ได้ทานเยอะเป็นอาการบวมน้ำจึงควรระมัดระวังในส่วนนี้และสำหรับวิธีที่แนะนำในการลดน้ำหนักไม่มีข้อเสียและผลกระทบใดใดทั้งสิ้น
เรายังคงรับประทานเหมือนเดิมเพียงแต่ลดจำนวนน้อยลงเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพบางคนใช้สูตรการอดอาหารเร่งรัดโดยทานแต่น้ำถึงแม้ว่าจะสามารถลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของคุณ
เป็นอย่างมากและจะเกิดอาการโยโยกลับมาทานมากกว่าเดิมการอดอาหารจึงไม่ใช่เรื่องดี เมื่อนำเทคนิคนี้ไปใช้เพื่อให้น้ำหนักลด 1-2 กิโลกรัมภายใน3 วันแบบง่ายๆที่คุณสามารถทำตามไม่ยากหลังจากที่เราสามารถรับประทานได้ตามลักษณะนี้
การเพิ่มจำนวนวันให้มากขึ้นเป็น1 อาทิตย์ หรือ 2 อาทิตย์ก้สามารถทำได้เพื่อควบคุมน้ำหนักต่อไป…

เผยแล้ว! นอนอย่างไรให้ผอม

เราทุกคนรู้ดีว่าการนอนเป็นการพักผ่อนหากเรานอนในระยะเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมง ก็จะถือว่าเป็นการนอนที่ทำให้เรามีสุขภาพดีแต่ในบางคนอาจจะนอนจนอ้วน
เพราะนอนทั้งวันกินแล้วนอนไม่ได้ออกกำลังกายแต่เชื่อหรือไม่ว่า มีวิธีที่จะทำให้คุณนอนแล้วผอมซึ่งมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่และนอนอย่างไรถึงจะนอนให้ผอมเรามาดูกัน
มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการนอน และพบว่าในระหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานสูงสุดอยู่ที่ 300 kcal
และนั่นหมายความว่าเมื่อเราตื่นมาก็จะเกิดอาการหิว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไป รวมทั้งหากเรานอนหลับได้สนิทไม่ตื่นกลางดึกก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายและฟื้นฟูร่างกาย แต่จะทำอย่างไร ถึงจะนอนแล้วผอมเคล็ดลับง่ายๆ คือนอนก่อนตี 3
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 22.00 03.00 ควรนอนให้อยู่ในช่วงระยะเวลานี้เพราะช่วงนี้โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาง่าย และทำงานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นหากเราอยากจะนอนให้มีคุณภาพนอนแล้วผอมก็จะต้องไม่นอนดึกเกินกว่าตี 3 และจะต้องนอนให้หลับสนิทในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของการนอน
เราจะต้องพยายามหลับให้ได้สนิทเพราะช่วง 3 ชั่วโมงแรกนี้โกรทฮอร์โมนจะทำงานได้อย่างเต็มที่ และควรนอนหลับให้สนิทต่อเนื่องถึง 7 ชั่วโมง
เพราะจะอยู่ในระดับที่มีผลกับสุขภาพแต่หากคุณนอนหลับเพียงแค่วันละ 4-5 ชั่วโมงโอกาสที่จะอ้วนกว่าเดิมนั้นมีสูงอย่างแน่นอนเพราะการนอนน้อยจะทำให้ฮอร์โมนเกรลินหลั่งออกมามาก
และกระตุ้นความหิวให้มากกว่าปกติและแน่นอนว่าตื่นมาก็จะตั้งหน้าตั้งตารับประทาน ดังนั้นโอกาสที่จะอ้วนมีสูงกว่าเดิม และการนอนให้ครบ 7 ชั่วโมง
ก็ถือว่าเป็นการนอนที่จะทำให้คุณพักผ่อนไม่เหนื่อยล้าและช่วยให้คุณพร้อมที่จะตื่นมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ…

5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าปัจจุบัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว
หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น
การอาบน้ำให้สดชื่น ซึ่งถือเป็หนนึ่งในกิจวัตรหลักประจำวันอยู่แล้ว
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราอาบน้ำอยู่ในทุกๆวันนั้น
เป็นวิธีที่ถูกต้องและดูแลผิวพรรณเราได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าใครยังไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับหัวข้อที่ว่า 5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว
เริ่มจากอาบแต่น้ำร้อน
คนส่วนใหญ่ มักอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จนชิน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน แต่รู้หรือไม่ว่า การอาบน้ำร้อนบ่อยๆ
เป็นหนึ่งในการทำลายผิวของเราแบบไม่รู้ตัว เพราะทำให้ผิวเป็นขุย อีกทั้งยังเป็นการขจัดน้ำมันบนผิวของเรามากเกินไป
ส่งผลให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันตัวเองได้แบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้ด้วย
อาบนานเกินไป
หลายคงอาจเพลิดเพลินกับการอาบน้ำให้ชุ่มฉ่ำ แต่จริงๆแล้ว การอาบน้ำนาน
ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เมื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำร้ายผิวทางอ้อม
ไม่ต่างอะไรกับการอาบน้ำร้อน เนื่องจากยิ่งอาบน้ำ ยิ่งทำให้ผิวแห้งก้าน และ
ระคายเคืองง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 นาทีเท่านั้น
อาบด้วยครีมประจำ
ในขณะที่เราอาบน้ำที่มีฟองมากจากครีม ก็เท่ากับว่า
เรายิ่งเจอสารเคมีมากเช่นกัน ซึ่งชัดเจนว่า มันจะทำลายน้ำมันหล่อลื่นบนผิว
ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งและหยาบกร้าน เหนือสิ่งอื่นใด เราเข้าใจได้ว่า
หลายคนอาจติดใจกับครีมอาบน้ำ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรใช้ทุกวัน
ใช้ฟองน้ำช่วยขัดถูตัว
เป็นอีกหนึ่งวิธี อาบน้ำที่ไม่ควรใช้ เนื่องจาก ฟองน้ำ ส่วนใหญ่
เป็นตัวสะสมแบคทีเรียและเชื้อราชั้นดี ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ
หนึ่งเดือน หรือ 4 สัปดาห์ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวปกติแทน ที่สำคัญ
ควรทำให้มันแห้ง หลังจากใช้งานเรียบร้อย
เช็ดตัวแรงเกินไป
ปิดท้ายกันที่ หลังอาบน้ำเสร็จ เราไม่ควรเช็ดตัวด้วยความแรงเกินไป
กลับกันควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความอ่อนนุ่ม และ เช็ดตัวพอหมาดๆเท่านั้น
แล้วจากนั้นทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว…