สุขภาพ

ขั้นตอนดูแลผิวให้สุขภาพดี

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจแล้วยังบ่งบอกถึงความมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย
ดังนั้นการบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี
การดูแลผิวพรรณจากภายใน ทานอาหารที่ดี
วิตามินซี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น
และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนดังนั้นทานผักหรือผลไม้ให้มากกว่าเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุ
มากกว่าได้ไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นไขมันที่ไม่ค่อยดีต่อผิวนัก
แต่เพื่อความครบถ้วนของสารอาหารให้เลือกทานเป็นสัตว์จำพวกปลาแทน เช่น ปลาแซลมอน
เพราะไขมันที่ได้จากปลาเป็นไขมันที่ดีและมีประโยชน์
อีกทั้งยังช่วยลดการอุดตันของไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่เป็นสาเหตุของการเกิด สิวได้อีกด้วย
โปรตีน ประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผิวจะดูแห้งและหมองลง
อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส
ธัญพืชธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่างวิตามินอี และวิตามินบี 2
รวมถึงโอเมก้าและโปรตีนซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย
และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ
น้ำเปล่า การดื่มน้ำอุ่น 4 แก้ว ทุกเช้าเพื่อดีท็อกซ์ร่างกายให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
และยังเรียกความสดชื่นให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี
การดูแลผิวพรรณจากภายนอก
1.หลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ
ผิวมักเกิดความหมองคล้ำได้ง่าย หากเกิดจากการสัมผัสของรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซึ่งเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ดังนั้น
การพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นประจำ จะช่วยลดความหมองคล้ำจากรังสี UV ได้
แต่หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็แนะนำให้พกร่มไว้ติดตัวไปด้วย
และอย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง
2.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
ควรเลือกโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากไวท์เทนนิ่งเข้มข้น ที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหมองคล้ำ
ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่เข้มให้จางลง และควรเลือกยี่ห้อที่น่าเชื่อถือและได้รับการรับรองว่าปลอดภัย
3.ขัดผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การดูแลผิวด้วยการขัดผิวบ่อยๆ นั่นคือ วิธีที่ดีสำหรับการมีผิวพรรณที่ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน
การขัดผิวนั้นสามารถทำให้ผิวของคนเราขาวได้จริงๆ เนื่องจากเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว
และยังมีส่วนช่วยให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ โดยสามารถขัดผิวของตัวเองได้
ด้วยการใช้สครับที่มีความละเอียดอ่อนต่อผิว…

เสลดพังพอนตัวผู้ สมุนไพรไทยต้านพิษงูเห่า

เสลดพังพอน หรือ เสลดพังพอนตัวผู้ เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อเรียกอื่นว่า พิมเสนต้น
(ภาคกลาง), ก้านชั่ง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), คันชั่ง (ตาก),ลิ้นงูเห่า (กรุงเทพ), อังกาบ (ไทย), ฉิกแชเกี่ยม
ฮวยเฮียะแกโต่วเกียง (จีน) เป็นต้น ลักษณะของ เสลดพังพอน จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม
แตกกิ่งก้านสาขามาก มีความสูงได้ประมาณ 1-2 เมตร
ลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ส่วนกิ่งและก้านเป็นสีน้ำตาลแดง
ตามข้อของลำต้นและโคนก้านใบมีหนามแหลมคมและยาว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยและมีความชุ่มชื้น ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไป
ส่วน ใบเสลดพังพอน เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่
ลักษณะของใบเป็นรูปรียาว ปลายใบแหลม โคนใบสอบ
ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตร
และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง
พื้นใบเป็นสีเขียวเข้มและเป็นมัน เส้นใบและก้านเป็นสีแดง
ก้านใบสั้น ยาวได้ประมาณ 5 มิลลิเมตร
และโคนก้านมีหนามแหลม 1 คู่ โค้งงอ ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร สีม่วงชี้ลง
ขณะที่ ดอกเสลดพังพอน ออกดอกเป็นช่อตั้ง โดยจะออกที่ปลายยอด
ช่อดอกอ่อนจะมองเห็นใบประดับรูปกลมรีขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร หุ้มดอกไว้ภายใน
ดอกจะมีใบประดับขนาดใหญ่เรียงกันเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียว ปลายใบประดับเป็นสีม่วง
หรือทั้งใบประดับเป็นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงอมน้ำตาล รูปไข่เกือบกลม
โดยสรรพคุณของเสลดพังพอน ใบมีรสจืดเย็น ใช้เป็นยาทะลวงลมปราณ แก้โรคเบาหวาน รักษาโรคคางทูม
ช่วยถอนพิษไข้ พิษไข้ทรพิษ แก้ปวดฟัน เหงือกบวม แก้ริดสีดวงทวาร
ชาวปะหล่องจะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยลดอาการจากไข้มาลาเรีย (มีรสขมมาก)
ส่วนตำรายาไทยจะใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่จะนิยมใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาน้ำ
ดื่ม กากเอามาพอกหรือทาเป็นยาแก้ลมพิษ รักษาเม็ดผื่นคันตามผิวหนัง แก้ไฟลามทุ่ง แก้ขยุ้มตีนหมา
แก้โรคเริม แก้เริมบริเวณผิวหนัง งูสวัด นอกจากนี้ ใบเสดลพังพอน ยังช่วยถอนพิษจากเม็ดตุ่มฝีดาษ
รักษาโรคฝีดาษ แก้ฝีที่ฝ่ามือ แก้แผลกลาย เป็นยาถอนพิษ แก้พิษงูกัด พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมงป่อง ตะขาบ ผึ้ง
งูเห่า หรือช่วยถอนพิษอักเสบจากแมลงสัตว์กัดต่อย อย่างไรก็ตาม ส่วนรากเสลดพังพอน มีรสจืด
ใช้เป็นยาแก้ตาเหลือง หน้าเหลือง เมื่อยตัว กินข้าวไม่ได้ แก้อาการเจ็บท้อง แก้ผิดอาหาร แก้ปวดฟัน ใช้ฝนกับเหล้าดื่ม
และทาแก้พิษงู ถอนพิษตะขาบ แมงป่อง แมลงสัตว์กัดต่อย กระนั้นสรรพคุณที่เจ๋งที่สุด คือ ใช้เป็นยาแก้พิษจากงูเห่ากัด
โดยใช้ตำพอกปากแผลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ผสมกับเหล้ากิน เพื่อเป็นการช่วยยืดเวลาก่อนที่จะไปหาหมอ เช่นเดียวกับ
ชาวเมี่ยน ที่นิยมปลูกต้นเสลดพังพอนเป็นแนวรั้วเอาไว้ป้องกันงู…

เสลดพังพอนตัวเมีย แก้สิว แก้แผล ได้ผลดีเกินคาด

เสลดพังพอนตัวเมีย เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ลิ้นมังกร ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่),
พญาปล้องคำ (ลำปาง), พญาปล้องทอง (ภาคกลาง), ลิ้นงูเห่า พญายอ (ทั่วไป), โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
เสลดพังพอนตัวเมีย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถา มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆ มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร
ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ลำต้นมีลักษณะกลม ผิวเรียบเป็นปล้องสีเขียว
ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำหรือแยกเหง้าแขนงไปปลูก ขณะเดียวกัน เสลดพังพอนตัวเมีย
ยังเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี
มีแสงแดดจัด มีเขตการกระจายพันธุ์ใน จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และ ไทย
โดยในไทยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วทุกภาคของประเทศ ส่วน ใบเสลดพังพอนตัวเมีย จะเป็นใบเดี่ยว
ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและโคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ
ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ
ด้าน ดอกเสลดพังพอนตัวเมีย ออกดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6ดอก
กลีบดอกเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ
ปากล่างและปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ โดยกลีบดอกจะเป็นรูปทรงกระบอก
ส่วนกลีบรองกลีบดอกนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่ากัน มีขนเป็นต่อมเหนียวอยู่โดยรอบ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน
ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน ออกดอกในช่วงประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม แต่มักจะไม่ค่อยออกดอก
ซึ่ง เสลดพังพอน เป็นชื่อพ้องของพรรณไม้ 2 ชนิด คือ เสลดพังพอนตัวผู้ และเสลดพังพอนตัวเมีย
จะแตกต่างกันตรงที่เสลดพังพอนตัวผู้ลำต้นจะมีหนามและมีดอกเป็นสีเหลือง
ส่วนเสลดพังพอนตัวเมียลำต้นจะไม่มีหนามและมีดอกเป็นสีแดงส้ม ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน
หลายตำราจึงนิยมเรียกเสลดพังพอนตัวเมีย ว่า “พญายอ” หรือ “พญาปล้องทอง” ขณะที่ เสลดพังพอนตัวผู้
จะมีสรรพคุณทางยาอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมีย และตำรายาไทยนิยมนำมาใช้ทำยากันมาก
สรรพคุณที่น่าสนใจของ เสลดพังพอนตัวเมีย มีมากมายหลายอย่าง แต่ที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้คือ
ใช้แก้สิวเม็ดผดผื่นคัน ด้วยการนำใบมาดองกับเหล้า แล้วผสมดินสอพองใช้ทาแก้สิวและเม็ดผดผื่นคัน
นอกจากนี้ยังใช้ใบสดประมาณ 5 ใบ นำมาตำพอกบริเวณแผลสัก 10 นาที
ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัดมีเลือดไหลได้ หรือใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผล แผลจะแห้ง
หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับเหล้าใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
จะมีสรรพคุณช่วยดับพิษร้อนได้ดีขณะที่อีกตำราระบุว่ายังช่วยรักษาแผลเปื่อยเนื่องจากถูกแมงกะพ
รุนไฟ แผลสุนัขกัด และแผลที่เกิดจากการถูกกรดได้อีกด้วยเพียงแค่นำใบไปหุงกับน้ำมัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นนั่นเอง…

สูตรลดความอ้วนธรรมชาติได้ผลภายใน 3 วัน

สำหรับใครที่ต้องการลดความอ้วนอย่างได้ผลภายใน 3 วันในวันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆที่ช่วยทำให้คุณลดน้ำหนักได้ทันตาเห็นเป็นวิธีแบบธรรมชาติที่ต้องอาศัยความอดทนของตัวเราเป็นตัวตั้งในการลดน้ำหนักในครั้งนี้
เหมาะสำหรับใครที่ต้องออกงานแบบเร่งด่วนเพื่อให้สามารถสวมใส่เสื้อผ้าออกมาให้ดูสวยงาม โดยวิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ 1-2กิโลกรัมภายใน 3 วันโดยเราจะต้องเตรียมการรับประทานอาหารตามสูตรนี้นั้นคือ
เช้าทานไข่ต้ม 2 ฟองกับนม 1 แก้ว ในช่วงเที่ยงทานอกไก่ต้มกับน้ำเต้าหู้ 1แก้ว เย็นทานสลัดไข่ต้ม+โยเกิร์ต และก่อนเข้านอน ทาน นมอุ่นๆ 1 แก้ว สำหรับระหว่างวันที่รู้สึกมีอาการหิวให้รับประทานน้ำหรือนม
งดการรับประทานแป้งและน้ำตาลจะทำให้น้ำหนักเพราะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และควรงดอาหารที่มีรสเค็มเพราะมีโซเดียมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้คุณบวมน้ำหากการสังเกตดีๆก่อนเข้านอนหากคุณน้ำหนัก 53 กิโลกรัม
เมื่อตื่นนอนน้ำหนักก็ยัง 53กิโลกรัมส่วนหนึ่งมาจากร่างกายของเรารับประทานโซเดียมเข้าไปและดูดน้ำไว้ในร่างกายทำให้น้ำหนักไม่ลดทั้งๆที่เรา
ไม่ได้ทานเยอะเป็นอาการบวมน้ำจึงควรระมัดระวังในส่วนนี้และสำหรับวิธีที่แนะนำในการลดน้ำหนักไม่มีข้อเสียและผลกระทบใดใดทั้งสิ้น
เรายังคงรับประทานเหมือนเดิมเพียงแต่ลดจำนวนน้อยลงเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพบางคนใช้สูตรการอดอาหารเร่งรัดโดยทานแต่น้ำถึงแม้ว่าจะสามารถลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดีแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของคุณ
เป็นอย่างมากและจะเกิดอาการโยโยกลับมาทานมากกว่าเดิมการอดอาหารจึงไม่ใช่เรื่องดี เมื่อนำเทคนิคนี้ไปใช้เพื่อให้น้ำหนักลด 1-2 กิโลกรัมภายใน3 วันแบบง่ายๆที่คุณสามารถทำตามไม่ยากหลังจากที่เราสามารถรับประทานได้ตามลักษณะนี้
การเพิ่มจำนวนวันให้มากขึ้นเป็น1 อาทิตย์ หรือ 2 อาทิตย์ก้สามารถทำได้เพื่อควบคุมน้ำหนักต่อไป…

เผยแล้ว! นอนอย่างไรให้ผอม

เราทุกคนรู้ดีว่าการนอนเป็นการพักผ่อนหากเรานอนในระยะเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมง ก็จะถือว่าเป็นการนอนที่ทำให้เรามีสุขภาพดีแต่ในบางคนอาจจะนอนจนอ้วน
เพราะนอนทั้งวันกินแล้วนอนไม่ได้ออกกำลังกายแต่เชื่อหรือไม่ว่า มีวิธีที่จะทำให้คุณนอนแล้วผอมซึ่งมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่และนอนอย่างไรถึงจะนอนให้ผอมเรามาดูกัน
มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการนอน และพบว่าในระหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานสูงสุดอยู่ที่ 300 kcal
และนั่นหมายความว่าเมื่อเราตื่นมาก็จะเกิดอาการหิว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไป รวมทั้งหากเรานอนหลับได้สนิทไม่ตื่นกลางดึกก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายและฟื้นฟูร่างกาย แต่จะทำอย่างไร ถึงจะนอนแล้วผอมเคล็ดลับง่ายๆ คือนอนก่อนตี 3
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 22.00 03.00 ควรนอนให้อยู่ในช่วงระยะเวลานี้เพราะช่วงนี้โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาง่าย และทำงานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นหากเราอยากจะนอนให้มีคุณภาพนอนแล้วผอมก็จะต้องไม่นอนดึกเกินกว่าตี 3 และจะต้องนอนให้หลับสนิทในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของการนอน
เราจะต้องพยายามหลับให้ได้สนิทเพราะช่วง 3 ชั่วโมงแรกนี้โกรทฮอร์โมนจะทำงานได้อย่างเต็มที่ และควรนอนหลับให้สนิทต่อเนื่องถึง 7 ชั่วโมง
เพราะจะอยู่ในระดับที่มีผลกับสุขภาพแต่หากคุณนอนหลับเพียงแค่วันละ 4-5 ชั่วโมงโอกาสที่จะอ้วนกว่าเดิมนั้นมีสูงอย่างแน่นอนเพราะการนอนน้อยจะทำให้ฮอร์โมนเกรลินหลั่งออกมามาก
และกระตุ้นความหิวให้มากกว่าปกติและแน่นอนว่าตื่นมาก็จะตั้งหน้าตั้งตารับประทาน ดังนั้นโอกาสที่จะอ้วนมีสูงกว่าเดิม และการนอนให้ครบ 7 ชั่วโมง
ก็ถือว่าเป็นการนอนที่จะทำให้คุณพักผ่อนไม่เหนื่อยล้าและช่วยให้คุณพร้อมที่จะตื่นมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ…

5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าปัจจุบัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว
หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น
การอาบน้ำให้สดชื่น ซึ่งถือเป็หนนึ่งในกิจวัตรหลักประจำวันอยู่แล้ว
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราอาบน้ำอยู่ในทุกๆวันนั้น
เป็นวิธีที่ถูกต้องและดูแลผิวพรรณเราได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าใครยังไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับหัวข้อที่ว่า 5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว
เริ่มจากอาบแต่น้ำร้อน
คนส่วนใหญ่ มักอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จนชิน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน แต่รู้หรือไม่ว่า การอาบน้ำร้อนบ่อยๆ
เป็นหนึ่งในการทำลายผิวของเราแบบไม่รู้ตัว เพราะทำให้ผิวเป็นขุย อีกทั้งยังเป็นการขจัดน้ำมันบนผิวของเรามากเกินไป
ส่งผลให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันตัวเองได้แบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้ด้วย
อาบนานเกินไป
หลายคงอาจเพลิดเพลินกับการอาบน้ำให้ชุ่มฉ่ำ แต่จริงๆแล้ว การอาบน้ำนาน
ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เมื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำร้ายผิวทางอ้อม
ไม่ต่างอะไรกับการอาบน้ำร้อน เนื่องจากยิ่งอาบน้ำ ยิ่งทำให้ผิวแห้งก้าน และ
ระคายเคืองง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 นาทีเท่านั้น
อาบด้วยครีมประจำ
ในขณะที่เราอาบน้ำที่มีฟองมากจากครีม ก็เท่ากับว่า
เรายิ่งเจอสารเคมีมากเช่นกัน ซึ่งชัดเจนว่า มันจะทำลายน้ำมันหล่อลื่นบนผิว
ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งและหยาบกร้าน เหนือสิ่งอื่นใด เราเข้าใจได้ว่า
หลายคนอาจติดใจกับครีมอาบน้ำ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรใช้ทุกวัน
ใช้ฟองน้ำช่วยขัดถูตัว
เป็นอีกหนึ่งวิธี อาบน้ำที่ไม่ควรใช้ เนื่องจาก ฟองน้ำ ส่วนใหญ่
เป็นตัวสะสมแบคทีเรียและเชื้อราชั้นดี ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ
หนึ่งเดือน หรือ 4 สัปดาห์ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวปกติแทน ที่สำคัญ
ควรทำให้มันแห้ง หลังจากใช้งานเรียบร้อย
เช็ดตัวแรงเกินไป
ปิดท้ายกันที่ หลังอาบน้ำเสร็จ เราไม่ควรเช็ดตัวด้วยความแรงเกินไป
กลับกันควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความอ่อนนุ่ม และ เช็ดตัวพอหมาดๆเท่านั้น
แล้วจากนั้นทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว…

เลือกกินอย่างถูกวิธี ชะลอการเสื่อมวัยของร่างกาย

การกินถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ
การกินอาหารที่ส่งผลดีกับสุขภาพนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่รู้จักเลือกการกินอาหาร
มีความสุขกับการกินควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน
1. ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
2.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
3.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
4.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าลืมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ
(ที่ใส่นม ครีม และมีรสชาติหวานจัด) ก็เป้นสาเหตุของดรคต่างๆได้
6.ควรชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง และพยายามไม่ติดอาหารรสจัดเกินไป ถ้าทานรสจืดได้ก็ควรจะทาน
เพราะการไม่ปรุงรสอาหารนั้นจะส่งผลดีกับร่างกายอย่างที่สุด
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน การกินอาหารที่ให้โปรตีน  โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น
เต้าหู้ชนิดต่างๆ  สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย เพื่อดีต่อระบบย่อยอาหาร
9.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ไม่ควรทำในสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายคือสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่จะทำให้สุขภาพร่างกายเราแข็งแรง แต่หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
มันก็มีสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงอยู่ด้วย นั่นก็คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้การวอร์มอัพหลังจากออกกำลังกายเสร็จ
บางคนอาจจะสับสนระหว่างการวอร์มอัพและการคูลดาวน์จึงเผลอไปวอร์มอัพกันอีกครั้งหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
อันที่จริงการวอร์มอัพหรือว่าการยืดเส้นยืดสายนั้นเราจะทำไปเพื่อให้กล้ามเนื้อพร้อมต่อการออกกำลังกายเท่านั้น
ดังนั้นแล้วถ้าออกกำลังกายเสร็จ จึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปวอร์มอัพกันอีกครั้ง
อีกทั้งยังอาจเกิดผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่จะช้ำมากกว่าเดิมอีกด้วย
สำหรับใครบางคนที่ต้องการคาร์ดิโอ หรือสลายไขมันหลังออกกำลังกายเสร็จ
ก็ควรทำแต่พอดีๆ ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายเราต้องใช้แรงมาก ถ้าเกิดว่าทำคาร์ดิโอกันแบบเบาๆ
ไม่ใช่ร่างกายเปลืองจนเกินไปก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โอเค เมื่อออกกำลังกายเสร็จ แน่นอนว่าเสื้อผ้าของเราจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งคือการใส่เสื้อผ้านั้นต่อไปจนแห้งเพราะว่าเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อนั้นอาจเต็มไปด้วยเชื้อโรค
อาจส่งผลให้เป็นโรคผิวหนังหรือว่าเป็นสิวในภายหลังได้ง่ายๆ เลยเดือดร้อนต้องไปหายามาทาอีก
การไม่รับประทานอาหารเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพราะหลังจากออกกำลังกายมาใหม่ๆ
ร่างกายเราจะต้องการพลังงานเข้าไปเสริมเป็นอย่างมาก
เราควรที่จะทานอาหารเข้าไปหลังจากที่ออกกำลังกายมาแล้วไม่เกิน 30 นาที
ซึ่งถ้าช้าไปกว่านี้ ร่างกายของเราจะทำงานหนักขึ้นในด้านระบบย่อยอาหาร
ดังนั้นเราจึงควรที่จะรับประทานอาหารทันทีหลังหายเหนื่อย
โดยให้เน้นอาหารประเภทโปรตีนหรือว่าคาร์โบไฮเดรตจะเป็นดีที่สุด
สำหรับเครื่องดื่มหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จแน่นอนว่าหลายคนต้องมองไปที่เกลือแร่
นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้จริง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปล่ะก็ไม่ดีแน่
เพราะเครื่องดื่มเกลือแร่นั้นมักจะใส่น้ำตาลเข้าไปด้วย
ถ้าเป็นไปได้ก็ดื่มน้ำเปล่าเย็นๆ ให้ร่างกายสดชื่นเอาแทนจะดีกว่า
นี่ก็คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อออกกำลังกายเสร็จมาใหม่ๆ
เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักสุขภาพที่ออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ
เพราะบางครั้งพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำหลังจากที่ร่างกายเราได้ใช้พลังงานไป
เรียนรู้กันเอาไว้ก็ดีเพื่อที่การออกกำลังกายของเราจะได้มีประสิทธิภาพที่สุด…

ประโยชน์ของการดื่มน้ำมีมากกว่าที่คุณคิด

น้ำเปล่าคือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ลองลง
มาจากอากาศหายใจ ซึ่งน้ำ เป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายมนุษย์
ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ตั้งแต่ 55% ถึง 78% ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย
โดยกิจกรรมที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นทำให้ร่างกายของคนเราสูญเสียน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน
เราจึงต้องดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนเหงื่อที่ขับออกมาทำให้น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายของเรา
และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักอีกด้วยโดยวันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการดื่นน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
ซึ่งมีสิ่งที่ดีต่อร่างกายมากมายชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
1.ขจัดสารพิษในร่างกาย
น้ำนั้นมีส่วนสำคัญกับทุกอวัยวะในร่างกาย
โดยเฉพาะไตที่เป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับสารพิษออกจากร่างกาย
โดยเมื่อไตกรองสารพิษในของเหลวที่อยู่ในร่างกายแล้วก็จะถูกขับออก
มาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เหงื่อ และปัสสาวะ
การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น
2.ระบบขับถ่ายดีขึ้น
สำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องของการขับถ่ายการท่านน้ำเปล่ามากๆ
เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ
ลองเพิ่มปริมาณการดื่มให้มากขึ้น จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง
เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
ทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่าย เช่นเดียวกับการลดน้ำหนัก
การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องและรับประทานอาหารได้น้อยลง
รวมทั้งถ้าหากดื่มน้ำขณะที่กำลังหิว ๆ ละก็จะช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น
แต่การดื่มน้ำก็ยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบการเผาผลาญอีกด้วย
3.หัวใจแข็งแรงขึ้น
การดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและ
หลอดเลือดโดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำมากขึ้นทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง
ดีกว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมหรือของหวานว่ากันว่า
การดื่มน้ำเปล่าเพียงแค่ 5 แก้วใน 1 วัน
ก็ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยควรดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้วต่อวัน
4.ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
การขาดน้ำส่งผลต่ออารมณ์และความสามารถในการทำความเข้าใจ
สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆ
ร่างกายก็ยิ่งมีความชุ่มชื้น
แต่ในทางกลับกันหากสีเข้มก็แสดงว่าร่างกายอาจกำลังขาดน้ำอยู่
เพราะน้ำนั้นช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในทำงานได้เป็นปกติ
ลืมไปได้เลยกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ
5.ลดอาการอ่อนล้า
น้ำนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยลดอาการอ่อนล้าอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี
ซึ่งสาเหตุหลักๆของการเกิดอาการเหล่านี้สาเหตุก็มาจากอาการขาดน้ำนั่นเอง…

อาการบาดเจ็บหัวเข่าที่ต้องรีบรักษาก่อนที่อาการข้อเข่าเสื่อมจะถามหา

เชื่อว่าทุกคนที่ออกกำลังกายกันเป็นประจำ น่าจะเคยมีอาการปวดเข่ากันมาบ้าง
มันมาจากการใช้งานร่างกายอย่างหนักแต่ถ้าหนักเกินไปก็ไม่แน่ว่าอาการข้อเข่าเสื่อมอาจถามหา
การออกกำลังกายอย่างเช่นการวิ่งหรือว่ากระโดดเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดอาการปวดเข่าได้ ถ้าเป็นในช่วงอายุน้อยๆ
ส่วนมากนั้นจะไม่ได้มาจากภาวะความเสื่อมของเข่าแต่จะเป็นอาการอักเสบชั่วคราว ซึ่งถ้าหากว่าปล่อยเอาไว้ในระยะยาวแล้ว
ไม่แน่ว่าในอนาคตก็อาจจะเป็นอาการข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกันอาการข้อเข่าเสื่อมอาจเป็นก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน
ถ้าหากว่ามีแรงกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณข้อเข่า
ซึ่งจากการวิจัยพบกว่านักวิ่งมาราธอนนั้นมีโอกาสที่จะมีอาการข้อเข่าเสื่อมเมื่อถึง
ช่วงอายุหนึ่งมากกว่าคนทั่วๆ ไปมากถึง 3 เท่าเลยทีเดียวขณะที่นักกีฬาที่เคยมีประวัติเอ็นเข่าฉีกขาด
กระดูกบริเวณเข่าก็จะเสียดสีกันได้มากขึ้นในอนาคตจึงมีโอกาสสูงเช่นกันที่จะมีอาการข้อเข่าเสื่อม
สำหรับอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด สามารถพบได้บ่อยครั้งในกีฬาฟุตบอล
ซึ่งเป็นกีฬาที่ผู้เล่นจะต้องมีการวิ่งเปลี่ยนทิศทางอย่างทันท่วงที
ซึ่งการทิ้งน้ำหนักลงพื้นขณะที่ข้อเข่ายังไม่อยู่ในท่วงท่าปกติก็จะทำให้เอ็นไขว้หน้าเข่าถูกกระชาก และก็มีโอกาสที่จะฉีกขาดได้
ซึ่งอาการบาดเจ็บรูปแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เล่นๆ เลยทีเดียวสำหรับผู้ที่มีอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ในช่วงแรกๆ
นั้นจะไม่สามารถลงน้ำหนักได้ขณะเดิน แต่หลังจากนั้นเมื่อผ่านไปสักระยะ
อาการปวดเข่าก็จะค่อยๆ ทุเลา แต่เมื่อกลับไปเล่นกีฬาอีกครั้ง
หรือว่าเดินขึ้นลงบันได ก็จะมีอาการกำเริบขึ้นมาเวลาหัวเข่าต้องหมุนบิด
นี่คืออาการบาดเจ็บหัวเข่าที่ไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้
เพราะจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่ถูกต้อง
โชคดีที่การแพทย์สมัยนี้มีวิธีผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นไขว้หน้าเข่าผ่านทางกล้อง
ซึ่งจะนำเอาเส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมายึดเพื่อทำเป็นเอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่
จากนั้นเมื่อปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นสภาพ
ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเล่นกีฬาได้อีกครั้ง
เห็นอย่างนี้แล้วจึงจำเอาไว้เลยว่าเมื่อมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า
โดยเฉพาะอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ต้องเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง
เพื่อที่ในระยะยาวจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการข้อเข่าเสื่อม
ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างลำบากทีเดียวในบั้นปลาย…