สุขภาพ

เทคนิคการรักษาดวงตา

อวัยวะที่ถูกใช้ในชีวิตประจำมากที่สุดก็คือ ดวงตา ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต
และเป็นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1. หัวใจหลักของการดูแลสุขภาพตา สิ่งแรกต้องเป็นการไม่ใช้ดวงตาจนเกินขอบเขต เช่น
ไม่ควรอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือไม่อ่านหนังสือในที่แสงน้อย
ถ้าจำเป็นล่ะก็ให้พักสายตาด้วยการมองต้นไม่ใบหญ้าหรืออะไรที่มันเป็นสีเขียว
2. กินอาหารที่มีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบอย่าง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ฝักทอง
ที่จะช่วยในเรื่องรักษาดวงตาให้ไม่เสื่อมสภาพไว
3. สวมเเว่นกันเเดด เมื่อออกไปในบริเวณที่มีแสงแดด ช่วยถนอมสายตาได้เป็นอย่างดี
4. หนุ่มที่ขับขี่จักรยานยนต์ ควรสวมหมวกนิรภัย (หมวกกันน็อค)เพื่อความปลอดถภัย และลมเข้าปะทะดวงตา
5. จัดการอาการตาบวม ช้อนสะอาดเเช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ มาประคบที่เปลือกตาเบาๆ
จะทำให้อาการบวมบรรเทาลง
6. การใช้มือขยี้ดวงตา อาจเกิดการติดเชื้อและเกิดอาการตาอักเสบได้ หากเกิดการระคายเคืองตา
ให้ใช้น้ำสะอาดล้างแทน
7. การใช้สายตาในการอ่านสือต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้ตาเกิดอาการล้าได้
ถ้าเลือกได้ควรเลือกอ่านจากกระดาษที่มีสีเหลืองอ่อนๆ จะช่วยลดแสงสะท้อนได้ดีกว่ากระดาษที่มีสีขาว
8. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีสุขภาพดี รวมทั้งดวงตาของเราด้วย
9. หมั่นกะพริบตาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะทำให้น้ำมาหล่อเลี้ยงดวงตา ไม่เกิดอาการแสบตาหากตาบวม
สามารถรักษาได้โดยการเอาช้อนแช่เย็น มาแตะเบาๆ ตรงบริเวณที่บวม
10. ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ควรพักสายตาอยู่เป็นระยะๆ เช่น หากมองจอคอมพิวเตอร์ ก็หันมองทางอื่นบ้าง
หรืออ่านหนังสืออยู่ ก็หลับตาพักสายตาบ้าง
การแก้อาการเบื้องต้น
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆเลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
6.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท…

ครีมกันแดด เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า ปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยในวันนี้เรียกได้ว่ามีสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแดดแรงจนต้องเรียกว่ากรุงแบกแดดก็น่าจะเหมาะกว่า
ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ขาดไม่ได้หากต้องการออกจากบ้าน
เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อครีมกันแดด
ควรเลือกให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการใช้งานที่สุดวันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับในการเลือกครีมกันแดดมาแนะนำคุณดังนี้
กันได้ทั้ง UVA และ UVB
ครีมกันแดดส่วนใหญ่จะมีแต่ค่า SPF ที่สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้เท่านั้น
ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดูแลผิวให้พ้นจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดได้
คุณจึงควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถปกป้องผิวได้ทั้ง UVA และ UVB ซึ่งต้องมีทั้งค่าSPF และค่า PA นั่นเอง
ดูค่า SPF ให้ดีหลายคนเข้าใจว่า ยิ่งใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง
ก็สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ครีมกันแดดที่มีค่า
SPF สูงๆ ก็ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่าย
แถมยังทำให้ผิวได้รับสารเคมีมากเกินไป ซึ่งโดยปกติแล้ว ครีมกันแดดที่มีค่า SPF15ก็สามารถปกป้องผิวได้อย่างน่าพอใจแล้ว
การเลือกใช้ครีมกันแดด สำหรับคนผิวขาวอมชมพูแบบเอเชียควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ตั้งแต่ SPF 30-45
เนื่องจากผิวแบบนี้เป็นผิวที่มีความบอบบางมากทำให้เกิดปฏิกิริยากับแสงแดดได้อย่างรวดเร็ว
จึงมีโอกาสผิวเสียง่ายกว่าสภาพผิวแบบอื่นๆการเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวคล้ำ
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF ต่ำๆ คือ SPF 15 เพราะผิวแบบนี้ เป็นผิวที่มีเมลานินสูง
หรือถูกแสงแดดทำร้าย จึงทำให้ผิวคล้ำเสียอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ถึงกับผิวไหม้การเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวขาวแบบชาวยุโรป
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF สูงๆ ตั้งแต่ SPF 45-60เพราะเป็นอีกหนึ่งสภาพผิวที่มีความบอบบางมาก
จึงอาจเกิดการแพ้และมีโอกาสเกิดผิวไหม้จากการโดนแดดเผาได้ง่าย
วิธีการเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวเหลืองแบบเอเชีย
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF แบบกลางๆ คือ SPF 30 เพราะผิวแบบนี้จะมีความบอบบาง
แต่ก็มีเมลานินสูงเช่นกัน ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดการไหม้จากแสงแดดได้ดี
ครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องออกแดดบ่อยๆ ลองมาเลือกครีมกันแดดตามวิธีที่เราแนะนำกันดู
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเลือกครีมกันแดดได้อย่างคุ้มค่า
และช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว…

ตะไคร้ สมุนไพรที่ใครก็ชอบ

ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน
มีลักษณะคล้ายหญ้า และมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว
จัดอยู่ในวงศ์หญ้า แบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด คือ ตะไคร้หอม,
ตะไคร้กอ, ตะไคร้ต้น, ตะไคร้น้ำ, ตะไคร้หางนาค และ ตะไคร้หางสิงห์
ซึ่งนอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร
และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น
อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่นหรือการสกัดเป็นยารักษา
โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียและยีสต์ได้นอกจากนี้
ตะไคร้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เช่น
วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ
ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้
หรือช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือนอย่างไรก็ตาม
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผล
ของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัดและไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์
โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ อาทิเช่น
ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
จึงมีการค้นคว้าที่นำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองใช้สารสกัดจากตะไคร้ผลิตน้ำยาบ้วนปาก
แต่สุดท้ายพบว่ามีดับกลิ่นได้ทว่ามีประสิทธิผลต่ำต่อการต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส
ยับยั้งเชื้อราในช่องปาก ตะไคร้มีผลช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้
แต่ประสิทธิผลในการรักษาเชื้อราในช่องปากยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน
และการวิจัยทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น
จึงต้องมีการค้นคว้าในด้านนี้ต่อไป
ป้องกันยุงและตัวริ้น โลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้
มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นได้สูงสุดประมาณ 5 ชั่วโมง
และมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ประมาณ 3 ชั่วโมง
ซึ่งถือว่ายังมีอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับผลที่หวังเอาไว้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การบริโภค ตะไคร้ ก็มีปริมาณที่กำหนด
ไม่ว่าจะกินหรือทานก็ไม่ควรมากเกินความจำเป็นเพราะการสูดดมตะไคร้นานๆ อาจทำให้ปอดเป็นพิษได้
ซึ่งในรายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์, คุณแม่ที่ให้นมบุตรและผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงตะไคร้
สรุปแล้ว ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชนครอบคลุมในทุกบริบทของผู้คนชาวไทย กระนั้นก็ยังไม่มีเอกสารทางการแพทย์แน่ชัดว่าแท้จริงแล้ว
ตะไคร้ มีประโยชน์สูงสุดในด้านใดและควรบริโภคมากน้อยเพียงไร เพื่อไม่ให้เกิดโทษ…

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง
น้ำหนักเกินกลายเป็นปัญหาที่หลายคนส่วนใหญ่เจอและมักเลือกที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการเลือกทานอาหารให้มากขึ้นเพื่อให้มีสุขภาพดี
และดูหุ่นดีอยู่เสมอซึ่งอาหารเสริมกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน
ซึ่งในยุคนี้อาหารเสริมนั้นมีให้เลิกมากมายหลายแบรนด์และหลายรูปแบบที่จะมาช่วยในเรื่องต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง
ดังนั้นเราจึงขอแนะนำวิธีเลือกอาหารเสริมที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์มากขึ้นมาให้ได้ศึกษากัน

มาตรฐานการผลิต
เริ่มกันที่อย่างแรกคือเราต้องดูจากมาตรฐานการผลิตก่อนเพื่อดูว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะเป็นขั้นตอนแรกที่จะบ่งบอกได้ว่าสินค้านั้นสะอาด
และได้มาตรฐานหรือไม่นั่นเอง โดยหากสินค้ามีตัวอักษรว่า GMP หรือ FDX หรืออย.
ก็ถือว่าอาหารเสริมตัวนั้นได้รับการรับรองระดับมาตรฐานสากลสะอาด และปลอดภัยแน่นอน
ถ้าอาหารเสริมแบรนด์ไหนที่ไม่มีอย.แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงโดยด่วน เพราะนี่อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งเมื่อเราทานเข้าไปแล้วอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายก็เป็นได้แถมยังต้องเสียเงินแบบสูญเปล่าอีกด้วย

วัตุดิบ-ส่วนประกอบในอาหารเสริม
โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารเสิรมมักถูกผลิตขึ้นมาโดยเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนักของผู้ทาน
โดยจะสกัดส่วนผสมมาจากวัตถุดิบในธรรมชาติซึ่งในแต่ละตัวก็จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับผู้บริโภคแล้วเราควรจำเป็นอย่างยิ่งว่าสรรพคุณในอาหารเสริมตัวนั้นๆเป็นอย่างไรให้ประโยชน์
อะไรบ้าง และที่สำคัญมันจะส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง
เพราะหากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนจะตัดสินใจ
รับประทานอาหารเสริมตัวนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวหรือไม่มีอาการแพ้อะไรก็สามารถรับประทานได้สบายๆไม่ต้องเป็นกังวล
แต่ก็ควรศึกษาอาหารชิ้นนั้นๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเอง

สรรพคุณ
แน่นอนว่าโดยส่วนมากแล้วสรรพคุณของอาหารเสริมจะช่วยในเรื่องผิวสวยใสโดยเฉพาะการลดน้ำหนัก
ที่เกือบจะมีอยู่ในตัวสินค้าทุกแบรนด์
เพราะเมื่อมีสรรพคุณเหล่านี้จะช่วยให้สินค้าเหล่านั้นเพิ่มคุณค่ามากขึ้น
และได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอย่างแพร่หลายแถมยังโดนใจกลุ่มสาวๆ
ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการขายอาหารจำนวนมากเลยทีเดียว

ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า
นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะมันจะเป็นตัวช่วยบอกว่าแบรนด์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือชือได้มากแค่ไหน
โดยทุกวันนี้มีแบรนด์หลายเจ้าส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดมากมาย
ซึ่งจะสามารถดูความน่าเขื่อถือได้จากรีวิวของผู้ใช้ต่างๆหรือผู้ที่เคยได้รับการใช้งานจริงมาแล้ว
ยิ่งหากเป็นการรีวิวโดยตรงจากดาราที่ใช้งานมาแล้วจริงๆก็จะมีความน่าเชื่อถือในแบรนด์มากขึ้น…

ทำความรู้จักอาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ภัยร้ายจากโรคเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเป็นกันจำนวนมากไม่ได้มีเพียงโรคมะเร็งอีกต่อไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอีกโรคหนึ่งที่คร่า
ชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายแถมยังดูร้ายแรงกว่าโรคมะเร็งด้วยซ้ำเพราะบางครั้งคนบางคนที่เราเห็นยังแข็งแรงดีๆอยู่ก็อาจเสียชีวิตด้วยโรคนี้ได้โดยฉับพลันเหมือนกัน
โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็คือโรคที่เกิดจากอาการหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่พาเลือดไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตันจนนำมาซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั่นเอง
การเกิดโรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่มีไขมันและเนื้อเยื่อบริเวณผนังหลอดเลือดไปสะสมเยอะจนเกิดไป
ซึ่งส่งผลให้เยื่อบุตรงบริเวณผนังหลอดเลือดก่อตัวกันหนาขึ้น
และทำความกว้างของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจแคบลงจนไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
ได้มากเพียงพอทำให้ออกซิเจนที่มีก็น้อยลงตามไปด้วย
และอาการที่ตามมาก็คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง โดยหากเส้นเลือดมีอาการอุดตัน
ซึ่งอาการแรกที่จะสามารถสังเกตุได้คือรู้สึกแน่นที่หน้าอกหายใจไม่ค่อยออก
ซึ่งมีที่มาจากเส้นเลือดที่อุดตันนั่นเองที่อนตรายไปมากกว่านั้นคือเมื่อเลือดที่แข็งตัวไปอุดตันเกิดแตกออกก็จะกลายเป็นลิ่มเลือด
และทำให้นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยตายอย่างเฉียบพลันที่จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอีกหลายอย่างจนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
การเกิดโรคนี้มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่หลายอย่างเช่นคนในครอบครัวหากมีใครป่วยเป็นโรคนี้อยู่ก็สามารถติดต่อแพร่มาสู่คนในครอบครัวได้เล่นกัน
ซึ่งทำให้โอกาสป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยหรือหากอายุมากขึ้นก็ทำให้เกิดภาวะโรคนี้ได้เช่นกัน
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีหลายคนที่เป็นโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังเกี่ยวกับเพศด้วยโดยผู้ชายนั้นมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง
ขณะเดียวกันโรคดังกล่าวยังพบเป็นส่วนมากในคนที่มีรูปร่างอ้วน
แน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตทำให้มีไขมันเข้าไปสะสมมากมายยิ่งใครที่ชื่นชอบการกินของมันๆเยอะก็
ยิ่งอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้นตามไปด้วย
โดยการที่น้ำหนักตัวของคนๆหนึ่งเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อภาวะของโรคนี้ยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
ส่วนอีกสองปัจจัยสำคัญที่จะเกิดโรคนี้คือคนที่อยู่ในภาวะความเครียดสูง
ซึ่งในปัจจุบันด้วยการทำงานที่แข่งขันสูงขึ้นก็ย่อมมีความเครียดเยอะขึ้น
และนำไปสู่โรคดังกล่าวได้ง่ายๆนอกจากนี้ยังเกิดได้ในคนที่มีความดันโลหิตสูง
โดยหากมีความดันสูงเกิน/ มิลลิเมตรปรอทก็จะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายๆ…

ขี้เหล็ก เล็กพริกขี้หนู ทานแล้วดี มีประโยชน์

ขี้เหล็ก อาจเป็นไม้ยืนต้น แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วพวกมันจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว และอยู่ในวงศ์ย่อยของราชพฤกษ์
แถมยังเป็นพืชที่มีวิตามินซี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในพืชผักผลไม้ไทยสนทางกับรสชาติขมที่ผู้คนมักเข้าใจและเบือนหน้าหนี้
โดยนอกจากชื่อ ขี้เหล็ก แล้วสมุนไพรชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นของไทย
อาทิเช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด(แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ)
และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น
ซึ่งส่วนที่ให้วิตามินซีมากที่สุดคือ ดอกขี้เหล็กที่จะออกดอกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง มีดอกสีเหลือง
กลีบเลี้ยงกลมมี 3-4 กลีบ หลุดร่วงง่าย ก้านดอกจะยาว 1-1.5เซนติเมตร และมีเกสรตัวผู้หลายเกสร
ดอกขี้เหล็ก
ที่เราเห็นว่าหลุดร่วงง่ายและมักมองข้ามนี่แหละที่มอบวิตามินซี
ให้มากถึง 484 มิลลิกรัม ต่อดอกขี้เหล็ก 100 กรัม
แถมยังมีเบต้าแคโรทีน 0.2 กรัม, ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม,
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม, เส้นใยอาหาร
9.8 กรัม, โปรตีน 4.9 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัมและให้พลังงาน 98 กิโลแคลอรี
ขณะเดียวกัน ใบขี้เหล็ก ที่ชาวไทยนำมาประกอบอาหารก็เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน เมื่อใบขี้เหล็ก 100 กรัม
จะให้เบต้าแคโรทีน 1.4 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 156 มิลลิกรัม,ธาตุฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม,
เส้นใยอาหาร 5.6 กรัม, โปรตีน 7.7 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 10.9กรัม และพลังงาน 87 กิโลแคลอรีนอกจากนี้ ขี้เหล็ก
ที่เป็นพืชสมุนไพรซึ่งหาได้ง่ายตามท้องตลาดไทยเพราะมีการนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายยังมีสรรพคุณทางการแพทย์อีกมากมาย
ไล่ตั้งแต่แก้อาการท้องผูก บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ช่วยเจริญอาหาร
ช่วยกำจัดรังแค ไปจนถึงทำให้ผมชุ่มชื่นเงางาม
เท่านั้นไม่พอ ขี้เหล็ก ยังมีสาร “บาราคอล” (Baracol)
ที่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆทำให้นอนหลับสบาย แต่ต้องเข้าใจกระบวนการปรุงอาหารจาก
ขี้เหล็ก ให้ปลอดภัย ด้วยการต้มน้ำทิ้งเสียก่อนนั่นก็เพื่อลดความขมและความเฝื่อน
ทำให้ความเป็นพิษและฤทธิ์ดังกล่าวลดน้อยลง โดยส่วนของ
ขี้เหล็ก ที่นำมาใช้และมีสรรพคุณทางยา ได้แก่ ดอก ใบ ใบแก่ ฝัก เปลือกฝัก เปลือกต้น ลำต้น กิ่ง แก่น และราก
กระนั้นหากรับประทาน ขี้เหล็ก ไม่ถูกวิธี
สมุนไพรชนิดนี้ก็พร้อมจะให้โทษอย่างมหันต์เช่นกัน อาทิเช่น การรับประทานขี้เหล็กในลักษณะที่นำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้ว
บรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับหรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้
ซึ่งการรับประทาน ขี้เหล็ก อย่างปลอดภัยต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง
และนำไปต้มให้เดือด เทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำแล้วค่อยนำมาปรุงอาหาร หรือนำไปทำเป็นยา
ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมลงได้อีกด้วย…

หวานซ่อนพิษ!

น้ำตาล ถึงแม้จะมีรสชาติหวาน แต่ก็ส่งผลร้ายกับร่างกายได้มากมายจนคาดไม่ถึง
ใครที่ติดใจรสชาติหวานของน้ำตาลละก็ ควรรู้เป็นอย่างยิ่ง
ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล เป็นใครก็คงชอบ เพราะน้ำตาลทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย
ถูกลิ้นคนทั่วไปที่ชอบความหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำตาลถึงแม้จะให้รสหวาน
และให้พลังงานกับร่างกายได้บางส่วนก็ตาม แต่ก็ส่งผลเสียกับร่างกายมากมายเลยเชียว
วันนี้เรามาดูผลเสียของน้ำตาลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่เว็บไซต์
prevention.com นำมาเปิดเผยกันดีกว่า เผื่อว่าใครที่กำลังติดของหวานจะได้ระมัดระวังสุขภาพกันให้มากขึ้น
ทำให้เกิดไขมันสะสมในอวัยวะต่าง ๆ
ฟรุคโตส (Fructose) เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำตาลทรายและน้ำเชื่อมข้าวโพด
ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ตับสะสมไขมันไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า
อาจจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease)
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งในอนาคตได้
ขณะที่รู้ไว้ใช่ว่า : หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หรือแม้แต่เครื่องดื่มสมูทตี้
เพราะในเครื่องดื่มสมูทตี้มีน้ำตาลถึง 54 กรัม หรือประมาณ 13½ ช้อนชา
ดังนั้นจึงควรจะได้ทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ปั่นจะดีกว่า นอกจากจะได้ไฟเบอร์แล้วและยังมีน้ำตาลน้อยกว่าอีกด้วย
แถมไฟเบอร์ที่อยู่ในผลไม้ยังช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้ร่างกายมากขึ้นอีกด้วย
ที่สำคัญ ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเบาหวาน เมื่อการศึกษาจากองค์กร PLOS ONE พบว่า ในทุก ๆ 150
แคลอรี่จากน้ำตาลที่คนได้รับเพิ่มขึ้นจากที่ควรได้รับในแต่ละวัน สามารถก่อให้เกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.1%
ดังนั้นการควรบริโภคน้ำตาลให้พอดีกับความต้องการของร่างกายก็เพียงพอแล้ว
จากทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ให้กับทุกคน
รวมถึงโดยเฉพาะ ผู้คนที่กำลังทานอาหารรสชาติหวานเป็นหลัก
ใหัหันมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานหวานให้ลดน้อยลง เพราะ การทารหวานั้น ไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย
และยังส่งผลเสียต่ออนาคตมากมายที่จะตามมาด้วย ดั่งคำโบราณที่ว่าไว้ว่า หวานเป็นลม ส่วนขมเป็นยา ฉะนั้นแล้ว
หันมารักสุขภาพและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นกันเถอะ ซึ่งเชื่อเลยว่า
คุณจะสุขภาพดีมากขึ้นเป็นไหนๆเลยครับ…

เทคนิคการดูแลผิว ให้เหมือนสาววัย24

การมีผิวพรรณที่ดี เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดจากการดูแลผิวที่ดี
จนทำให้ปัจจุบันการบำรุงผิวพรรณด้วยครีมบำรุงให้สวยงามต่างก็มีการโฆษณา แข่งขันกันมากมาย
ทำให้ครีมบำรุงผิวบางชนิดมีราคาแพงจนหลาย ๆ คนไม่สามารถซื้อหามาใช้ได้การดูแลผิวให้สวยใส ด้วยวิธีง่าย ๆ
แบบธรรมชาติ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ง่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย
1.งดการโดนแดดจัด และใช้ครีมกันแดดอยู่เสมอ (สำคัญมาก), ใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เช่น วิตามินเอ วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งจะช่วยช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้
2.งดการสูบบุหรี่ ยาเสพติด สุรา เพราะมีสารอันตรายไปทำลายเซลล์ เป็นอนุมูลอิสระทำให้แก่เร็ว
3.กินอาหารให้ครบห้าหมู่ อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ควรกินผักผลไม้ เพื่อร่างกายจะได้รับกากใยอาหาร
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสารอาหารที่ได้จากการกินอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์
จากการถูกทำลายด้วยขบวนการออกซิเดชั่นได้
4.ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำนั้นเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ที่จะทำงานได้ดี
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การ ออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
6.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี
7.สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่
เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล
8.บำรุงผิวด้วยน้ำนม
น้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด…

วิธีป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ทำอย่างไร

ภาวะไขมันในเลือดสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง เป็นภาวะที่สามารถพบเจอได้
ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน
ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปก็คือการทานยาเพื่อควบคุมระดับไขมัน
หากมีปริมาณสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเลือดสมอง เป็นต้น
เนื่องจากไขมันในเลือดสูงจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดจน
ที่สุดหลอดเลือดจะแคบทำให้ออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณต่างๆไม่พอ
การอ่านค่าคอเลสเตอรอล
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 200 mg/dL (ถือว่าเหมาะสม)
– ระดับปานกลาง : 200 – 239 mg/dL (เริ่มอันตราย)
– ระดับสูง : มากกว่า 240 mg/dL (อันตรายมาก)
ไตรกลีเซอไรด์
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 150 mg/dL
– ระดับปานกลาง : 150 – 199 mg/dL
– ระดับสูง : มากกว่า 200 – 499 mg/dL
– ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป
ชนิดของโคเลสเตอรอลที่ควรรู้
– HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ช่วยป้องกันการสะสมของโคเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือดได้
– LDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี แต่พบมากที่สุดในร่างกาย LDLจะสะสมตามผนังหลอดเลือด
– Triglyceride(TG) การมีLDLสูง ร่วมกับTGสูง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้
อาการของไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบไขมันสะสมบริเวณตา และผิวหนังเป็นผื่นนูนเล็กๆสีเหลืองได้
และจะแสดงอาการในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
และเมื่อมีอาการจะแสดงอาการดังนี้
– คลื่นไส้ อาเจียน
– มีเหงื่อออกตามร่างกาย
– ปวดหัว วิงเวียน หน้ามืด
– ตาพล่ามัว มองเห็นไม่ชัด
– หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
– มีอาการอ่อนแรง เช่น หยิบจับของแล้วของหล่น
– ปวด แน่น เจ็บหน้าอก ร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่ แขน
– มีปื้นสีเหลืองที่ผิวหนัง เช่น หนังข้อศอก หัวเข่าและฝ่ามือ
อันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง
1.ไขมันส่วนเกินจะไปตกตะกอนตามผนังของ เส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง จะทำให้ตีบตันได้ง่าย
ถ้าเป็นที่เส้นเลือดหัวใจจะทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด
2.ถ้าเป็นที่เส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง จะมีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบตันเกิดอัมพาต
3.ถ้าเส้นเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง
4.ตับอ่อนอักเสบ
การดูแลตนเอง
– ลดการกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง(มันสัตว์, เครื่องใน, ไข่แดง และของทอด เป็นต้น), ลดน้ำหนัก,
ออกกำลังกาย
– การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้คำนวณความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
หากมีความเสี่ยงสูงจะพิจารณาให้การรักษาด้วยยา อย่างไรก็ตามต้องทำควบคู่กับการดูแลตนเองเสมอ…

สุขภาพประโยชน์ของการนวด

บ้านเรามองไปทางไหนก็มแต่ร้านนวด หลายคนอาจจะเป็นลูกค้าประจำหลายคนอาจจะยังไม่เคยลอง
เราอยากจะบอกว่าการนวดนั้นมีประโยชน์มากมาย ช่วยให้ผ่อนคลายบางครั้งก็รักษาอาการบาดเจ็บ
การนวดนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการนวดเท้า
ที่นวดแบบเน้นไปเฉพาะที่เท้าและขาเหมาะสำหรับคนที่ใช้งานเท้าและขาค่อนข้างหนักพวกอาชีพที่จะต้องยืนนานๆหรือเดินนานๆ
การได้นวดขาเหมือนกับการผ่อนคลายชั้นดีที่ทำให้ลืมความปวดเมื่อยไปได้ อย่างดี
หรือว่าจะเป็นการนวดไทย
ที่เป็นศาสตร์ความรู้ที่มีมาอย่างยาวนานและส่งต่อกันมาคนที่นวดได้จะต้องผ่านการอบรมและเรียนปฏิบัติจนมีวิชาที่เชี่ยวชาญ
ไม่ใช่ใครก็สามารถที่จะทำตรงนี้ได้ ทำให้คนที่ใช้บริการนั้นสบายไปทั้งตัว และการนวดคอบ่าไหล่
เหมาะสำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ หรือพวกที่เป็นอาการที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรมนั้นการนวด คอบ่าไหล่
จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยทั้งหลายของคุณหายไปชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว
และอีกอย่างที่นิยมไม่แพ้กันคือการนวดน้ำมัน
ซึ่งการนวดน้ำมันเป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวดน้ำมันอโรมา
ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ
โดยการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม
รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด
ทำให้เราผ่อนคลาย
รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วยการนวดตัวเป็นภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยที่มีความ
สำคัญเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ
มีวิวัฒนาการสืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงในปัจจุบัน แม้จะขาดหายไปบ้างบางช่วงบางตอน
การนวด ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพและรักษาโรคของบรรพบุรุษไทยมาอย่างช้านาน ในการบำบัดอาการเจ็บป่วย
ซึ่งในการนวด ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงของโรคและความปลอดภัย
ซึ่งทางศูนย์หัตถเวชวิภาวดีได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการนวด ในการทำการนวดจะมีการซักประวัติ
ตรวจร่างกาย วินิจฉัย ก่อนทำการนวดเพื่อความปลอดภัยและการให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัวเพราะฉะนั้น
การนวดเพื่อสุขภาพจึงเป็นการมุ่งเน้นด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งสุขภาพทางกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ทำให้มีการ
ไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกาย ยึดเส้นเอ็นที่ตึงให้หย่อนลง
ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากอริยาบถในการทำงานประจำวันผ่อนคลายลง ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพดีขึ้น
รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อไม่ให้ติดขัด ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายกาย สบายใจ ลดความเครียด
และทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส กระฉับกระเฉง ดังนั้นการนวดจึงเหมือนยาอายุวัฒนะ ซึ่งทำให้สุขภาพสมบูรณ์ในทางตรง
และเป็นผลให้อายุยืนยาวในทางอ้อม เนื่องจากปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั่นเอง…