Uncategorized

วิธีดูแลผิวกายให้ขาวและสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวกายให้ขาวและสุขภาพดี

หลายคนที่มีผิวพรรณหม่นหมองทั้งหลายต้องหันไปเพิ่งยาและอาหารเสริมอย่างเช่น
กลูต้าไธโอน หรือคอลลาเจน และสารพัดวิธีอีกมากมาย
เพื่อต้องการสวยทางลัดและเพื่อให้ผิวขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายต่อผิว วันนี้เราเลยมาแนะนำวิธีดูแลผิวแบบง่ายๆ

บำรุงผิวขาวด้วยการขัดผิว
การขัดผิว ถือเป็นการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดลอกออกไป
ซึ่งจะช่วยเผยผิวกายให้กระจ่างใสมากขึ้น
สำหรับการขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ขัดผิวด้วยฟองน้ำ แปลง ใยบวบ
หินสำหรับขัดผิว หรือแม้แต่การใช้ครีมอาบน้ำที่มีเม็ดสครับผิว เป็นต้น
โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมขัดผิวขณะอาบน้ำ
แต่ทั้งนี้การขัดผิวควรขัดอย่างเบามือและไม่ควรขัดบ่อยจนเกินไป
ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
เพราะถ้าหากขัดผิวบ่อยจนเกินไปจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น
และอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและผื่นคันบริเวณผิวหนังได้ง่าย

บำรุงผิวขาวด้วยด้วยสมุนไพรไทย
สำหรับตัวช่วยอย่างสมุนไพรไทยที่จะช่วยให้ผิวกายของสาว ๆ
ขาวใสขึ้นได้และเป็นที่นิยมอย่างมากคือ มะขามเปียก และขมิ้น
โดยมะขามเปียกจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกทำให้ผิวกระจ่างใส
ส่วนขมิ้นจะช่วยทำให้ขาวผ่องมากขึ้น
เพียงแค่นำมะขามเปียกไปแช่ในน้ำต้มสุกและนำขมิ้นมาปอกเปลือกตำให้ละเอียด
จากนั้นให้เอาสมุนไพรทั้งสองตัวมาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำผึ้ง
ซึ่งน้ำผึ้งจะมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่มมากยิ่งขึ้น

เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้นำมาขัดให้ทั่วตัวแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
เพียงเท่านี้ผิวของคุณก็จะขาวสว่างใสขึ้นได้ทันตาเลยล่ะคะ

บำรุงผิวขาวด้วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
สำหรับอาหารที่รับประทานแล้วจะช่วยบำรุงผิวกายให้ขาวใสขึ้นได้ สาว ๆ
ควรเน้นทานผักและผลไม้ให้ได้ทุกมื้อ
เพราะประโยชน์ของผักและผลไม้จะช่วยในเรื่องของการขับถ่าย
ซึ่งหากระบบการขับถ่ายดีก็จะทำให้ผิวพรรณดูขาวใสและเปล่งปลั่งขึ้นได้ทันตาเห็น
นอกจากนี้ผักและผลไม้ยังมีสารแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ที่จะช่วยกระชับให้ผิวสวยมากขึ้น
อีกด้วย เรียกได้ว่ามีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

บำรุงผิวขาวด้วยการออกกำลังกาย
สาว ๆ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างต่ำวันละ 30 นาที ประมาณ 4-5
วันต่อสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยขับเหงื่อไคลและสิ่งสกปรกใต้ผิว
รวมถึงสารพิษต่าง ๆ ภายในร่างกายออกมา
ซึ่งจะทำให้ผิวกายของคุณดูสว่างสดใสขึ้นได้
นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยลดการอุดตันของสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง
ซึ่งสามารถจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวบริเวณผิวหนังได้อีกด้วย

บำรุงผิวขาวด้วยครีมทาผิว
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่สาว ๆ
ควรทำเป็นประจำทุกวันคือต้องทาครีมบำรุงผิวหลังอาบน้ำ
เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นและขาวขึ้น
แต่ทั้งนี้ครีมบำรุงผิวที่เลือกใช้ควรจะมีส่วนประกอบของไวท์เทนนิ่ง
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ และมีวิตามินที่สำคัญสำหรับผิวอย่างเช่น วิตามินซี วิตามินเอ
และวิตามินอี เป็นต้น นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านสาว ๆ

ควรทาครีมกันแดดก่อนประมาณ 20 นาที เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี
ทั้งนี้ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ระหว่าง 15 – 29
ซึ่งถือว่ากำลังพอเหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปค่ะ

บำรุงผิวขาวด้วยน้ำนม
หลาย ๆ คนคงจะเคยได้ยินคำว่าอาบน้ำแร่แช่น้ำนมกันอยู่บ่อย ๆ ซึ่งสาว ๆ
เชื่อไหมคะว่าน้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก
เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย
เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
ทำอย่างนี้แค่สัปดาห์ละครั้ง รับรองว่าผิวของสาว ๆ จะค่อย ๆ
แลดูขาวขึ้นได้แน่นอนจ้า

บำรุงผิวขาวด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ
การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี ซึ่งสาว ๆ
ทุกคนควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำวันละประมาณ 8-10 แก้ว เพียงเท่านี้ผิวกายของสาว ๆ
ก็จะสวยใสสุขภาพดีได้แล้วค่ะ…

เท้าเหม็น ปัญหาแบบนี้ แก้อย่างไรดี?

ปัญหาเท้าเหม็นเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก
ซึ่งปัญหากลิ่นเท้าจะพบบ่อยในบุคคลที่มีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะในเพศชาย
พบบ่อยในนักกีฬา นักวิ่ง บุคคลในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าอับอบเป็นเวลานานๆ

การมีกลิ่นเท้านั้นจะเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาเหงื่อออกจำนวนมาก
และแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้ไม่ใช่แบคทีเรียที่รุนแรง
แบคทีเรียจะเปลี่ยนสารคัดหลั่ง รวมทั้งเหงื่อในบริเวณผิวหนังให้กลายเป็นกลิ่นเท้า
ในบางรายที่มีความรุนแรงมากจะพบมีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุมบริเวณฝ่าเท้า

สิ่งที่ผู้มีกลิ่นเท้าต้องทำ อันดับแรก คือ การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล
หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆ ใส่ถุงเท้าที่เป็นผ้าฝ้ายที่ไม่มีความอบ การอาบน้ำถูสบู่
การโรยแป้งที่บริเวณเท้าจะช่วยเรื่องของการระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเว
ณผิวหนังได้ ในกรณีคนที่มีปัญหาเหงื่อออกมาก
การใช้ยาหรือสารที่ช่วยระงับกลิ่นก็จะมีส่วนสำคัญ…

ท่าพื้นฐานที่ออกได้ตั้งแต่แขนจนถึงขา

1.สควอตจัมพ์

เพิ่มขึ้นมาจากท่าลุกนั่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่สมัยเรียนวิชาพละ โดยเพิ่มสเต็ปกระโดดเข้าไปอีกหนึ่งสเต็ป หลังจากยืนขึ้น คล้ายสปริงตัวขึ้น ยืดด้วยขึ้นแล้วเขย่งหรือกระโดดขึ้นเล็กน้อย แล้วกลับมาย่อเข่านั่งลงเช่นเดิม หากคุณเพิ่งเริ่มต้นก็ให้ใช้ท่าลุกนั่งธรรมดาไปก่อน ทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ จนรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่เหนื่อยเหมือนตอนเริ่มต้น ค่อยออกสเต็ปกระโดดตามมาภายหลัง จำนวนครั้งในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 15-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3 เซต ออกกำลังกายสลับกับการบริหารส่วนอื่น เช่น วิดพื้น หรือยกดัมเบลสลับกันไปจนกว่าจะครบเซต สามารถเพิ่มจำนวนเซตได้ตามต้องการ การออกกำลังกายด้วยท่านี้นอกจากจะช่วยในเรื่องการออกกล้ามเนื้อต้นขา น่อง ข้อเท้า และเอวแล้วยังช่วยในเรื่องการเร่งอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอีกด้วย

2.วิดพื้น+แพลงกิ้ง

วิดพื้นเป็นท่าเบสิกที่ช่วยในเรื่องการออกกำลังแขน หัวไหล่ กล้ามเนื้อหัวไหล่ส่วนหลัง และหน้าอก แขนและหัวไหล่ หลายคนอยากเล่นหน้าอกด้วยท่านี้ไม่ขึ้น เล่นแล้วรู้สึกปวดแขนมากกว่าหน้าอก เหมือนไม่ได้ออกกำลังกำลังตรงช่วงหน้าอกเลย นั่นเป็นเพราะแขนของคุณยังไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัว แขนไหล่หลังจึงเป็นจุดแรกที่ร่างกายต้องปรับตัว ดังนั้น ในช่วงเดือนแรกเล่นแล้วกล้ามเนื้อหน้าอกไม่ขึ้น ไม่รู้สึกปวดหน้าอกมากนักก็ไม่ต้องแปลกใจเล่นต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เอง จุดที่หลายคนสงสัยว่าควรจะวางแขนอย่างไรถึงจะถูกต้อง บางคนวางมือเลยจากหัวไหล่มาก บางคนก็วางแคบ โดยไม่รู้ตัว ที่จริงแล้วตำแหน่งการวางมือที่แตกต่างกันก็ส่งผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อแต่ละส่วนด้วย

เริ่มแรกเราต้องลองกะระยะด้วยตัวเองว่าระยะไหนที่เราออกแรงยกได้ง่ายที่สุด เมื่อแข็งแรงพอค่อยปรับตำแหน่งการวางมือกว้างและแคบ สลับกันในแต่ละเซตก็ได้เช่นกัน แต่อย่าลืมเก็บแรงไว้เล่นแพลงกิ้ง 30 วินาทีถึง 1 นาที ปิดท้ายเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางด้วยจำนวนครั้งในการออกประมาณ 10-20 ครั้ง/เซต จำนวน 3-5 เซต สามารถปรับเพิ่มได้ตามต้องการ

3.ซิตอัพ

จบที่การออกกำลังกายหน้าท้อง การซิตอัพโดยทั่วไปจะใช้ปลายเท้ายึดกับขาโต๊ะขาเก้าอี้ งอเข่าทำมุม 45 องศามือจับหูหรือกอดอก แล้วซิตอัพขึ้นลง ปัญหาที่ทุกคนต้องเคยผ่านในการเล่นซิตอัพก็คือ อาการปวดหลัง ซึ่สะท้อนปัญหาได้ 2 แบบ คือ ออกแรงผิดจุด หรือวางตำแหน่งร่างกายผิดท่าทำให้เกิดอาการปวดหลัง การแก้ปัญหาซิตอัพอย่างแรกก็คือกำหนดจุดการออกแรงไว้ที่หน้าท้องอย่างช้าๆ อย่าออกแรงพรวดเดียวให้จบๆ การออกแรงแบบนั้นจะทำให้ร่างกายใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อให้ได้ความเร็วตามต้องการ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่คุณรู้สึกปวดหลังด้วยนั่นเองต่อมาคือวิธีการหายใจ เกือบทุกคนจะกลั้นหายใจระหว่างซิตอัพแล้วหายใจอย่างหอบเหนื่อยตอนลงไปนอนพัก วิธีที่ถูกต้องก็คือหายใจเข้าตอนนอนและหายใจออกตอนขึ้น จำนวนครั้งในการออกประมาณ 50-100 ครั้ง/เซต จำนวน 2-5 เซต…

ดีท็อกซ์แบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง อันตรายถึงแก่ชีวิต

ดีท็อกซ์ ถือเป็นคำที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินข้อดีกันมาแล้ว
เป็นการล้างพิษรวมถึงสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย
เชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย
หรือสิ่งหมักหมม ที่อาจทำให้เกิดโรคต่างๆ
ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันมากมาย
มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ
ซึ่งบางอย่างถ้าทำอย่างไม่ถูกต้องก็อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยง วันนี้เรามีข้อมูลมาฝากกัน
1. อดอาหาร หรือกินอาหารได้แค่บางประเภท
การอดอาหารแล้วทานอาหารแค่บางอย่าง เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว
น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ
นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร
นอกจากนี้อาจทำให้ไม่มีพลังงาน หมดแรงจนหน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ
ยิ่งหากทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจทำให้เกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้
2. สวนทวารหนัก
วิธีการสวนรูทวาร อาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่มีปัญหาการขับถ่าย
อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ
หรือน้ำกาแฟเข้าไป หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ
ไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก
อาจเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ
อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่าย
ในอนาคตร่างกายอาจจะขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด
3. ล้างพิษตับด้วยสูตรต่างๆ
แม้ว่าตับจะเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย
แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ
ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างหลายๆ คนเข้าใจ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น
และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2
อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด

หากต้องการดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธี สามารถทำได้โดยทานอาหารที่มีกากใย
เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง
หรือดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่าในตอนเช้า โดยที่ยังคงทานอาหารครบ 5 หมู่
และไม่สวนทวารบ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน
และดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องเข้าคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแล้ว…

การเคารพสิทธิของผู้อื่นคือค่านิยมในสังคมไทย

อย่างแรกคือเวลาที่คนไทยขับรถเมื่อไรก็ตามที่อยู่หลังพวงมาลัยแม้แต่น้ำเสียงเล็กๆน้อยๆที่มีให้กันก็ดูกลายเป็นของหายาก
และนั้นก็ทำให้ท้องถนนในเมืองไทยกลายเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายอันดับต้นๆของโลกไปเลย
อย่างที่สองคือเวลาที่นักฟุตบอลไทยลีกอยู่ในสนามผู้ตัดสินกลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้เล่นจะใช้พฤติกรรมก้าวร้าวใส่และความเคารพที่มีต่อกันก็ถูกโยนทิ้งใปนอกหน้าต่าง
โอเค.. แม้ว่าสองเรื่องนี้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวเพราะเวลานักบอลตะโกนใส่กรรมการมันก็ไม่น่าจะมีใครตาย
แม้ว่าผู้ตัดสินบางคนอาจจะมีความรู้สึกกลัวตัวตายกันบางถ้าเกิดต้องเจอแฟนบอลไล่ล่าตัวหลังจบเกมฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีอารมณ์ร่วมสูง
เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไมนักฟุตบอลที่ไทยบางทีถึงน็อตหลุดกับคำตัดสินที่ส่วนใหญ่ต่ำกว่ามาตราฐาน
โชคร้ายมันอยู่ตรงที่ว่าบางทีมาตรฐานของการตัดสินมันก็ไม่ใช่ประเด็นเสมอไป
เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นจะเริ่มมีนิสัยประท้วงทุกๆคำตัดสินและก็พากันมาตามตอแยสิงห์เชิ๊ตดำด้วยอารมร์ที่คุกรุ่นบางทีม
หรือผุ้เล่นสโมสรดูแย่ไปกว่านั้นตอนที่กรูกันไปประท้วงกรรมการด้วยอารมณ์โกรธใครมาเกรี้ยวกราดเวลาเสียผลประโยชน์ทั้งเวลาเสียจุดโทษหรือได้ใบเหลืองและใบแดง
พฤติกรรมแย่ๆแบบนี้กำลังจะกลายเป็นความเคยชินและดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีใครพูดถึงปัญหานี้กันสักเท่าไหร่บ่อยครั้งที่สิงห์เชิ๊ตดำ
ก็ดูไม่อยากจะให้ใบเหลืองกับผู้เล่นที่เถียงผู้ตัดสินจนเกินพอดีแต่ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็จะเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับผู้เล่นที่โดนจดชื่อด้วยข้อหาที่เบากว่านั้น
ทางออกสำหรับปัญหาคือผู้ตัดสินต้องหนักแน่นมากกว่านี้และสมฒสรก็ต้องพยายามลดพฤติกรรมแบบนี้ออกไปจากผู้เล่นในสังกัดของเขา
ฟุตบอลไทยในตอนนี้ยังมีโอกาสของเปลี่ยนพฤติกรรมของผุ้เล่นก่อนที่มันจะสายเกินไปมีหลายเกมมากเกิดนไปที่การขาดวินัยส่งผลกับเกมโดยตรง
ความเต็มใจที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งจากสโมสร ผู้เล่น และกรรมการคือสิ่งจำเป็นเพื่อหยุดไม่ให้ปัญหาให้แย่ไปกว่านี้…

สุขภาพ.ความงาม.การรักษาสุขภาพตาของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวา
น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง
แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตา
บางครั้งจะได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า
ได้มีการสำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคนพบว่า 80%
มักมีปัญหาเรื่องสายตา
เเละต่อจากนี้ไปคือความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยคว
รระวังคือ การเกิดต้อกระจก จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ
การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัด
อาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ
เราต้องมั่นดูเเลรักษาสุขภาพตาให้ดีไม่งั้นอาจจะเกิดโรคนี้ได้
การเกิดต้อหิน
จะเกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน
เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้
ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด
ซึ่งเรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ
เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย
มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว
แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป
เเละสามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ได้
ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง
พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด
ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ

ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ
หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงได้
เรื่องต่อมาคือการเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น คืออาการเบื้องต้นคือ
มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด
ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและ
ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นเอง โรคความดันโลหิตสูง
โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิดจากโรคนี้
มีจุดหรือเงาดำในตา ในผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่าน
คล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน
นั้นคือสาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่
นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้น
แม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา
แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วย
ควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ในทันที
เเละนี้คือโรคทั้งหมดที่เกิดจากดวงตาในผู้สูงอายุซึ่ง
ผู้สูงอายุต้องระวังให้ดีในการที่จะเกิดโรคที่เกี่ยวกับดวงตา
เราต้องดูเเลสุขภาพให้เเข็งเเรงอยู่เสมอ
ซึ่งบางครั้งอาจจะต้องดูเเลสุขภาพในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น
เพราะว่าหากดูเเลตัวเองดีเเล้วเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่เเข็งเเ
รงด้วยดังนั้นเราต้องดูเเลตัวเองให้ดีในทุกส่วนของร่างกาย…

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นหวัด ควรทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้หายไวขึ้น

ช่วงนี้ฝนกำลังตกหนัก แน่นอนว่ามันทำให้เราเป็นหวัดกันได้ง่าย
แต่ถ้าเป็นแล้วควรทำตัวอย่างไรดีเพื่อให้หายไวขึ้น ลองมาทำตามกันดูได้เลย

อย่างแรกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ใครๆ ก็รู้ มันคือเรื่องพื้นฐานเลย
นั่นก็คือการนอนพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยเป็นไข้แล้วด้วย ควรนอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าสามารถลางานได้ก็อย่าลังเล เพราะสุขภาพของเราสำคัญกว่างาน
ในช่วงนี้ขอมานอนพักผ่อนสักวันคงไม่ทำให้อะไรเสียหายมากนักหรอก

สาเหตุที่สำคัญอีกอย่างที่ควรนอนพักผ่อนอยู่บ้านก็คือ
ถ้าหากว่าเราเป็นหวัดแล้วดันเอาเชื้อไวรัสไปแพร่กระจายที่ออฟฟิศ
ทุกอย่างมันจะแย่ลง
เพราะถ้าทุกคนต้องมาติดหวัดจากเราก็คงทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย
ทางที่ดีก็คือควรนอนอยู่บ้านไปสักระยะ
รอให้สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติเสียก่อนก็ได้

การรับประทานอาหารก็เช่นกัน ควรทานอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ขณะที่การรับประทานผลไม้ให้เยอะเข้าไว้ก็เป็นเรื่องดี
เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็น ขณะที่น้ำร้อนๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรดื่ม
เพราะมันจะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยชำระล้างเชื้อไวรัส
รวมถึงสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย
สามารถดื่มเป็นน้ำเปล่าหรือว่าน้ำผลไม้สดที่ไม่ผสมน้ำตาลก็ได้
ทุกอย่างล้วนเป็นผลดีต่อร่างกายทั้งนั้น
ขณะที่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นหวัดก็คือขนมที่มีส่วมผสมของน้ำตาล
เพราะมันจะทำให้ร่างกายมีความต้านทานเชื้อโรคต่ำ
เมื่อเป็นหวัดแล้วก็จะใช้เวลานานกว่าจะหาย

การทานยาที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อรู้สึกว่าร่างกายของเราเริ่มมีแนวโน้มที่จะ
แย่ลง อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาให้ดีก่อนว่ายาดังกล่าวมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่
รวมไปถึงว่าเราแพ้ยาตัวนั้นๆ หรือไม่ด้วย
เพราะถ้าไม่ทำอย่างถูกต้องแล้วมันก็จะกลายมาเป็นผลเสียแทนที่จะเป็นผลดี

นี่ก็คือวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการหวัดจากแย่ให้กลายมาเป็นดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เป็นหวัด
เราควรนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ใช้ร่างกายแบบโหมหนักเกินไป
หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
นี่แหละคือแนวทางที่ดีที่สุด

แต่ถ้าเป็นหวัดมาแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดู
และก็ขออวยพรให้คนป่วยทุกท่านหายกันไวๆ…

จิตดีชีวิตก็ดี เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตที่จะช่วยให้ชีวิตเรามีคุณภาพขึ้น

สุขภาพจิตถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนเรา เพราะถ้าสุขภาพจิตดี
มันจะส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเราด้วย
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องหมั่นดูแลสภาพจิตใจของเรา

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตจะมีวิธีใดบ้างล่ะ?
บอกได้เลยว่ามันมีเยอะมากๆ แต่ถ้าเอาที่เป็นหลักๆ ก็ขอยกมาตามนี้
ลองไปปรับใช้ดูกันได้เลย

อย่างแรกสุดคือเรื่องของการพักผ่อน ร่างกายของเราที่โหมทำงานอย่างหนัก
หรือว่าใช้ชีวิตมาอย่างหนักๆ แน่นอนว่ามันต้องการพักผ่อนบ้าง
และการพักผ่อนที่ดีที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอ
สังเกตได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรานอนน้อย เราจะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ
แต่ถ้าวันใดที่นอนหลับได้ 7-8 ชั่วโมง สมองเราจะปลอดโปร่ง
ทำอะไรก็เป็นไปอย่างไหลลื่น
อีกทั้งยังทำให้เราเครียดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ต่อมาคือการปรับนิสัยให้เป็นคนคิดบวก
สังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะดูสดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลา
ใครจะว่าเราโลกสวยก็อย่าได้ไปสนใจ เพราะการที่เรามองบวก คิดดี, พูดดี
และทำดีอยู่เสมอ จะเป็นพลังดึงดูดเอาสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ตัวเรา
ตราบใดก็ตามที่เราไม่ได้โลกสวยจนเกินไปก็ขอให้ทำตามนี้
ถ้าทำจนเป็นนิสัยก็รับประกันได้เลยว่าจะมีสุขภาพจิตดีในระยะยาวแน่นอน

ขณะเดียวกัน การที่เรารายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีทัศนคติในเชิงลบ
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ปลีกตัวออกมาจะดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องอยู่ด้วยจริงๆ
ก็อย่าได้สนิทมากนัก เพราะการที่เราพูดคุยกับผู้คนประเภทนี้มากๆ
จะทำให้เรากลายเป็นคนคิดลบไปโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งจะทำอะไรก็รู้สึกห่อเหี่ยวเอาได้ง่ายๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนต่อสุขภาพจิตของเรา

การฝึกทำสมาธิก็เป็นสิ่งที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี
ซึ่งการทำสมาธินั้นก็มีหลากหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางตามความเชื่อทางศาสนา หรือว่าในรูปแบบอื่นๆ
ถ้ามันทำให้สมองเราปลอดโปร่งไปสัก 5-10 นาที เพียงแค่สักครั้งใน 1 วัน
มันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้ว ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับความสงบสักครู่หนึ่ง
มันจะช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น อีกทั้งยังมีสติปัญญาในการรับมือกับสิ่งต่างๆ
ได้ดีขึ้นอีกต่างหาก

การหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตได้เหมือนกัน
ซึ่งการออกกำลังกายนั้นก็แล้วแต่ความสะดวก รวมไปถึงให้เหมาะสมตามวัยด้วย
สังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะดูกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างมาก
นั่นเพราะว่าสุขภาพไม่ได้ดีแค่ร่างกายเท่านั้น
แต่ยังส่งผลไปถึงทางด้านจิตใจอีกด้วย
ดังนั้นถ้ามีเวลาว่างก็อย่าปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
หาโอกาสมาออกกำลังกายดูบ้าง แล้วจะรู้เลยว่ามันดีอย่างไร

นี่แหละคือเคล็ดลับต่างๆ ที่แนะนำให้ลองนำไปปรับใช้กันดู
แล้วสุขภาพจิตจะดีขึ้นแน่นอน…

กิจกรรมเผาผลาญแคลอรี่สำหรับแม่บ้าน-คนวัยทำงาน

การออกกำลังกายหายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี
แต่ทว่ามักจะไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเหล่านี้สักเท่าไหร่
ด้วยเหตุผลยอดฮิตที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า “ไม่มีเวลา”
ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่
แต่วันนี้เรามีกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนวัยทำงานไม่มีเ
วลา

แต่หารู้ไม่ว่ากิจกรรมประจำวันของคุณนั้นสามารถเผาผลาญพลังงานไ
ด้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่ว่าต้องลองมาหาวิธีเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
แม้ว่าคุณจะต้องอยู่ที่ทำงานตลอดทั้งวัน อย่างน้อย ๆ
ก็ดีกว่าการนั่งเฉยๆ อยู่ที่โต๊ะตลอดทั้งวัน
1.เปลี่ยนวิธีการเดินทางไปทำงาน
การเปลี่ยนวิธีการออกไปทำงานในแต่ล่ะวัน
ก็ช่วยให้ในการเผาผลาญพลังงานได้ดีเช่นกัน
เช่นการเดินหรือปั่นจักรยานไปทำงานได้ยิ่งดี
แต่ถ้าระยะทางไกลถ้าไม่ได้ขับรถเอง
คุณอาจจะลงก่อนหนึ่งที่ทำงานสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ได้มีโอกาสเดินสัก
10-15 นาที ก่อนถึงที่ทำงาน ถ้าขับรถไปทำงาน
ยอมจอดรถให้ไกลและเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟต์มาใช้บันไดแทน
อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ช่วยให้คุณได้ใช้พลังงานในแต่ล่ะวันมากขึ้นมัน
ก็คุ้มเหมือนกัน
2.ยืนบ้าง
แน่นอนพลังงานออฟฟิศมักจะนั่งทำงานตลอดทั้งวัน
เพียงคุณเปลี่ยนวิธีด้วยการยืนขึ้นยืดเส้นยืดสายมือมีโอกาสทุกครั้ง
เช่นในขณะที่คุณคุยโทรศัพท์ในงาน แทนที่จะนั่งคุย

คุณสามารถยืนคุยแทนได้ หรือ ถ้าใช้มือถือ ก็สามารถเดินไปมา
พร้อมกับการคุยได้
3.ออกกำลังกายเมื่อมีเวลา
ในการไปทำงานทุกวันหรือทุกๆชั่วโมง
มักจะมีช่วงเวลาของการพักเบรกอยู่แล้ว
เปลี่ยนจากการที่ไปนั่งเมาท์จีบกาแฟลองเปลี่ยนมาเป็นการเดิน
หรือการยืดกล้ามเนื้อแบบเบา ๆ
โดยเฉพาะการยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะบักที่มักเป็นปัญหาของคนทำงาน
โดยการก้มศีรษะเอาคางชิดอกให้กล้ามเนื้อด้านหลังคอและสะบักได้ยืด
ออก และพยายามยกไหล่ขึ้นไปหาหู เพื่อยืดสะบัก
4.เอาอุปกรณ์ออกกำลังกาบไว้ที่โต๊ะทำงาน
การพกอุปกรณ์เล็กๆ ที่ใช้ในการออกกำลังกายอย่าง ดัมเบลล์
ไปไว้ที่โต๊ะทำงานของคุณ
ก็จะช่วยให้คุณมีนิสัยอยากจะออกกำลังกายมากขึ้น
ในช่วงเวลาพักหรือเวลาว่างก็สามารถทำได้
5.ทำตัวให้เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา
ถ้างานที่คุณทำต้องเดินอยู่แล้ว ลองเดินเร่งให้เร็วขึ้น
อย่าลืมที่จะยืดหลังให้ตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตรง
และพยายามหายใจให้เต็มปอดในขณะที่เดิน ถ้าเดินมาก
อย่าลืมเลือกรองเท้าช่วยรับแรงกระแทก ป้องกันหัวเข่าของคุณด้วย
ซึ่งจะช่วยให้คุณเป็นคนที่แอคทีฟตลอดเวลา…

แต่งหน้าไปเชียร์กีฬาอย่างไร ให้ได้ออกกล้อง!

ปัจจุบันการไปเชียร์กีฬาที่สนามเป็นกิจกรรมที่นิยมสำหรับสาว ๆในช่วงวันหยุด ไม่ว่าจะไปกับกลุ่มเพื่อน หรือไปกับแฟนหนุ่ม
ทุกสถานการณ์อาจเกิดได้ทั้งสิ้น ซึ่งการแต่งหน้าไปยังสถานที่ที่คนเยอะอากาศอาจจะร้อนอบอ้าว รวมถึงโชคร้ายที่สุดอาจจะเจอฝน
อุปสรรคเหล่านี้ทำให้สาว ๆ ต้องเตรียมพร้อม เพื่อเมคอัพที่แต่งไปมันเยิ้มจนคนข้าง ๆ ตะลึงได้ วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากสาว ๆ
ที่ต้องแต่งหน้าเพื่อไปเชียร์กีฬา จะได้ลองประยุกต์คำแนะนำนี้ลองใช้ดู
เผื่อได้หนุ่มสายสปอร์ตมาควงเพิ่มไม่รู้ตัว
ขั้นตอนแรกของการแต่งหน้าไม่เมือกไม่เยิ้ม ก็คือการลง “ไพรเมอร์” Primer
ซึ่งเครื่องสำอางชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายกับสีรองพื้นการเพ้นท์สีบนผืนผ้าใบ เพราะไพรเมอร์จะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนเวมอกัน
พรางรูหุมขน ทำให้เครื่องสำอางติดทนขึ้น หน้ามันน้อยลง เวลาที่เหงื่อออกตัวไพรเมอร์จะทำหน้าที่คล้ายกับกำแพงกั้นระหว่างผิวจริงและรองพื้น
หน้าจึงไม่เมือก หรือมันจนเครื่องสำอางลบออกอย่างง่ายดายอีกทั้งยังทำให้ตอนแต่งหน้าเสร็จจะสวย และสีต่าง ๆ
ที่แต่งแต้มบนใบหน้าจะทนทานมากขึ้นอีกด้วยหลังจากที่ไพรเมอร์ได้เป็นกำแพงเคลือบผิวจริงเอาไว้แล้ว
ขั้นตอนต่อมาคือลง “รองพื้น” หรือ Foundationเนื่องจากเราต้องไปเผชิญกับอาการศที่ร้อนอบอ้าว
แนะนำให้เลือกรองพื้นชนิดที่บางเบา ไม่หนักหน้าจนเกินไปเพราะหากเลือกสูตรที่เป็นเนื้อครีมหนัก ๆ เพราะต้องการการปกปิด
แต่เมื่อออกแรงเชียร์ และเหงื่อที่ออกเพิ่มขึ้นอาจทำให้รองพื้นที่โบกไปจนหนาไหลเยิ้มจนเป็นคราบได้
ดังนั้นการเลือกรองพื้นสูตรน้ำคงเป็นทางออกที่ดีโดยรองพื้นสูตรน้ำมีข้อดีคือไม่ก่อมห้เกิดสิวอุดตัน
ทำหน้าที่เป็นครีมบำรุงผิวที่เจือสี เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้าแถมได้ลุคที่ดูเนียนเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญไม่ควรเลือกรองพื้นที่มีกลิตเตอร์
เพราะจะทำให้หน้าสะท้อนกับแสงเพิ่มความเงาและมันเมือกได้ง่ายเลยทีเดียว
หลังจากเซ็ตผิวได้ดีแล้ว มาถึงขั้นตอนการแต่งแต้มสีสัน โดยเลือกใช้
“ลิปสติกและบรชออนแบบน้ำ” หรือ Stain เครื่องสำอางชนิดนี้เป็นทินต์น้ำใส ๆอยู่ในหลอดเหมือนปากกาเมจิก สีเข้มจิดทน ไม่อุดตัน และไม่หนักผิว
ไม่เปื้อนหรือเลอะเวลาที่โดนเหงื่อเพียงใช้แต้มบนแก้มและปากจากนั้นใช้นิ้วเกลี่ยเบา ๆ
รอให้แห้งก็จะซ็ทตัวป็นเนื้อแมท ติดทนนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียวแก้มและปากมีสีสันแล้ว ขนตาและคิ้วก็ควรลง “มาสคาร่า” ด้วย
ซึ่งรูปแบบที่เลือกควรเป็นชนิดกันน้ำ หรือ waterproofเพราะจะช่วยลดการหลุดลอกและเป็นคราบเมื่อโดนน้ำ
แต่หากในกรณีฉุกเฉินที่มาสคาร่าเกิดเปื้อนทำให้ตาเป็นแพนด้าขอให้เอากระดาษทำความสะอาด หรือทิชชู่เปียก ค่อย ๆ เช็ดที่ขอบตนหรือคิ้วส่วนที่เปื้อน
จะช่วยให้ตาแรคคูนสว่างสดใสอีกครั้ง…