Uncategorized

อาหารที่ดีต่อร่างกายชายหนุ่ม

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ชายอย่างเราควรกิน เพื่อบำรุงเส้นผม
มีผลดีต่อสุขภาพผิวซึ่งเรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝาก

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม
และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว
มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น
ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้
นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่
เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ
เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น
และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ
ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวาน
และพริกหยวก

3. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย
ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก
และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ
อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง
รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค
ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

4. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย
อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด

ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว
ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน
ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3
ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว
และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่
เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง
สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว
ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. ผักโขม มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
และยังช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิว ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ลดความเสียหายจากการถูกแสงแดดแผดเผา แหล่งอาหารอื่น
ที่ให้คุณค่าอาหารเช่นเดียวกัน ได้แก่ แอพพารากัส โอลิฟ ถั่ว และธัญพืช

8. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา
ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง
และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้…

7 อันตรายที่คุณต้องรู้จาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย

อาหารที่ผ่านการทอด หรือมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบก็มีแนวโน้มที่จะอ้วนได้อยู่แล้ว แต่ถึงเราจะรู้ว่ามันไม่ดี
เราก็ยังทานมาจนถึงปัจจุบันถึงลูกถึงหลานกันเลยทีเดียว ซึ่งอาหารจำพวก โดนัท ลูกชิ้นทอด ของในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
ซึ่งอาจะมีรสชาติที่อร่อยลิ้น ไม่อาจหยุดทานได้ แต่ถ้าเราทานมากเกินไปไขมันจำพวกนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากๆน้ะจ้ะ
วันนี้เราจะมาบอก 7 ข้อย่อยอันตรายจาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย
1.สัมพันธ์กับโรคอ้วน จากการวิจัยต่างประเทศได้ทดสอบน้ำอาหารจำพวกนนี้ให้ลิงทานเห็นได้ชัดเพียงไม่กีปี
ไขมันบริเวณรอบเอวเพิ่มมากขึ้น ร่างกายดูอวบอิ่มมากกว่าเดิมอย่างเห็ดได้ชัด
2 .ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ไขมันทรานส์นั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 14 %
เพราะไขมันทรานส์และโรคหลอดเลือดหัวใจมีความเชื่อมโยงกันดังนั้นถ้าอยากมีสุขภาพหัวใจที่ดี
คุณควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่ะ
3 .เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ มีหลายการวิจัยพิสูจน์แล้วว่า ผู้สูงอายุจำนวน 104
คนที่มีระดับของไขมันทรานส์ในเลือดสูงขนาดของสมองจะเล็กกว่าคนทั่วไป และเป็นเหตุทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
4 . เพิ่มความก้าวร้าว จากการศึกษาผู้ที่มไขมันทรานส์สูง จะมีพฤติกรรมหงุดหงิดและก้าวร้าวไม่คำนึงถึงเพศหรืออายุ
ซึ่งก็ต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมอีก

5 .เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แน่นอนครับว่าการทานอาหารจำพวกนี้ระดับของคอเลสเตอรอลสูงขึ้น
ซึ่งนั่นจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน
6 .ภาวะซึมเศร้า การทานอาหารไขมันทรานส์สูงนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้ามากถึง 50%
ในขณะที่การทานอาหารไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพจะส่งผลกลับตรงกันข้าม
7.สิว ไขมันนำไปสู่การอักเสบในร่างกาย ซึ่งการอักเสบเรื้อรังอาจทำให้บรรดาสิวชนิดต่างๆ มาเยี่ยมเยือนใบหน้าสวยๆ
ของคุณค่ะ
ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเองทานอาหาร 5 หมู่ด้วยน้ะจ้ะ…

5 ของต้องห้ามหลังทำศัลยกรรม

ศัลยกรรม ถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ
เพราะมีคลินิกเสริมความงานเปิดให้บริการครอบครุมทุกพื้นที่
ถ้าใครคิดที่จะทำก็ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อน
เพราะถ้าทำมาแล้วเกิดข้อผิดพลาด ก็ต้องเสียเงินเสียเวลาไปแก้ใหม่
สำหรับคนที่ทำมาแล้วก็ต้องใส่ใจดูแลรักษาให้ดี
และควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้โดยเด็ดขาด
1. อาหารรสจัด
คนที่ศัลยกรรมจมูก ควรงดการทานอาหารเผ็ดไปจนกว่าแผลจะหาย
เพราะเวลาที่ทานอาหารเผ็ด ๆ ก็จะทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาได้
ซึ่งน้ำมูกอาจจะมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนอยู่
เมื่อเข้าไปสัมผัสโดนแผลผ่าตัดก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

2. ไข่
โดยปกติก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าห้ามทานไข่
แต่เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล
ซึ่งทางที่ดีเราก็ควรหลีกเลี่ยงการทานไข่ไปก่อน
เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ หรือ
ไวน์ อาจทำปฎิกิยากับแผลศัลยกรรมได้
ซึ่งเครื่องดื่มประเภทนี้จะทำให้ขาดสติ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้
ทางที่ดีถ้ายังไม่หายจริงๆ ก็อย่าพึ่งดื่มดีกว่า
4. ของหมักดอง
มะม่วงดอง งมะยมดอง หรือผลไม้ชนิดอื่นที่ใช้การดองที่สาว ๆ
มักจะชอบทาน แนะนำว่าช่วงที่แผลศัลยกรรมยังไม่หายให้งดไปก่อน
แต่ถ้าอยากกินผลไม้จริง ๆ ก็ให้ทานผลไม้สดแทน
เพราะมีประโยชน์มากกว่า
5. ห้ามสูบบุหรี่
ในบุหรี่จะประกอบไปด้วยสารนิโคติน, ทาร์, น้ำมันดิน และ
คาร์บอนมอนอกไซด์
ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกกรองไว้ด้วยขนจมูกและอาจจะไปจับอยู่ที่แผล
ทำให้เกิดอาการอักเสบขึ้นมาได้
หลายคนอาจจะต้องทรมานเพราะจะไม่ได้ทานของโปรดไปอีกนาน
แต่ถ้าคิดจะสวยด้วยมีดหมอแล้วก็ต้องเอาให้คุ้มกับที่เสียเงินไปหน่อย
จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ เสียเวลา และ เสียเงิน เพื่อทำใหม่อีกรอบ
ถ้าหากทำได้แล้วรับรองว่าคุรจะสวยแบบปลอดภัยและยั่งยืนแน่นอน…

4 เคล็ดลับความสวยจาก “น้ำแข็ง”

น้ำแข็ง นอกจากจะช่วยคลายความร้อนได้แล้ว
ยังมีประโยชน์ในเรื่องความสวยความงามอย่างมาก
เพราะความเย็นของน้ำแข็งนั้นจะช่วยผิวพรรณดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนวิธีการก็ง่ายๆ สามารถทำตามได้ตามนี้เลย
1. ลดรอยช้ำจากสิวและรอยแดง
หลาย ๆ คนคงจะอดใจไม่บีบสิวไม่ได้
เมื่อบีบแล้วก็จะถึงรอยช้ำและรอยแดงเอาไว้ให้ซ้ำใจ
เพียงแค่คุณนำน้ำแข็งมาประคบตรงบริเวณที่เป็นรอยช้ำหรือแดงประมาณ 5 นาที
ความเย็นของน้ำแข็งก็จะช่วยให้รอยเหล่านั้นจางลงไปได้
2. ลดรอยคล้ำใต้ตา
หากเมื่อคืนคุณนอนดึกจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะตื่นขึ้นมาพบคือ
รอยคล้ำตาใต้ ให้นำน้ำแข็งมาประคบที่รอยคล้ำใต้ตา
หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านั้น ให้คุณฝานแตงกว่าแผ่นบาง ๆ มาวางไว้บนน้ำแข็ง
ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ก็จะช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาจางลงไป

3. เตรียมผิวก่อนทาครีมด้วยน้ำแข็ง
ก่อนที่จะแต่งหน้าให้นำน้ำแข็งมาถูวนไปรอบ ๆ หน้า
ความเย็นของน้ำแข็งจะทำให้รูขุมขนปิดกระชับ จึงช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน
เวลาที่รองพื้นก็ดูกลมกลื่นไปกับผิวหน้า นอกจากนั้นยังทำให้หน้าไม่เป็นคราบอีกด้วย
4. ขจัดเซลล์ผิวที่เสียออกได้
เราสามารถทำสครับน้ำแข็งได้ง่ายๆ เพียงแค่นำผักหรือผลไม้อย่างเช่น แตงกวา
สตอรเบอร์รี่ หรือเลม่อน มาแช่ในน้ำ แล้วนำไปแช่ในช่องฟริต
เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งก็นำมาสครับหน้าได้ทันที ซึ่งกรดอ่อน ๆ
ที่มาจากผลไม้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสียออกไป
ช่วยให้หน้าของเรากลับมาสว่างสดใสได้…

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง

 

น้ำหนักเกินกลายเป็นปัญหาที่หลายคนส่วนใหญ่เจอ และมักเลือกที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการเลือกทานอาหารให้มากขึ้นเพื่อให้มีสุขภาพดี และดูหุ่นดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารเสริมกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งในยุคนี้อาหารเสริมนั้นมีให้เลิกมากมายหลายแบรนด์ และหลายรูปแบบที่จะมาช่วยในเรื่องต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำวิธีเลือกอาหารเสริมที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์มากขึ้นมาให้ได้ศึกษากัน

 

มาตรฐานการผลิต

เริ่มกันที่อย่างแรกคือเราต้องดูจากมาตรฐานการผลิตก่อนเพื่อดูว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะเป็นขั้นตอนแรกที่จะบ่งบอกได้ว่าสินค้านั้นสะอาด และได้มาตรฐานหรือไม่นั่นเอง โดยหากสินค้ามีตัวอักษรว่า GMP หรือ FDX หรืออย. ก็ถือว่าอาหารเสริมตัวนั้นได้รับการรับรองระดับมาตรฐานสากลสะอาด และปลอดภัยแน่นอน ถ้าอาหารเสริมแบรนด์ไหนที่ไม่มีอย.แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงโดยด่วน เพราะนี่อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเมื่อเราทานเข้าแล้วอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายก็เป็นได้แถมยังต้องเสียเงินแบบสูญเปล่าอีกด้วย

 

วัตุดิบ-ส่วนประกอบในอาหารเสริม

โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารเสิรมมักถูกผลิตขึ้นมาโดยเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนักของผู้ทาน โดยจะสกัดส่วนผสมมาจากวัตถุดิบในธรรมชาติดช ซึ่งในแต่ละตัวก็จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผู้บริโภคแล้วเราควรจำเป็นอย่างยิ่งว่าสรรพคุณในอาหารเสริมตัวนั้นๆเป็นอย่างไรให้ประโยชน์อะไรบ้าง และที่สำคัญมันจะส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง เพราะหากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนจะตัดสินใจรับประทานอาหารเสริมตัวนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวหรือไม่มีอาการแพ้อะไรก็สามารถรับประทานได้สบายๆไม่ต้องเป็นกังวล แต่ก็ควรศึกษาอาหารชิ้นนั้นๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเอง

 

สรรพคุณ

แน่นอนว่าโดยส่วนมากแล้วสรรพคุณของอาหารเสริมจะช่วยในเรื่องผิวสวยใสโดยเฉพาะการลดน้ำหนักที่เกือบจะมีอยู่ในตัวสินค้าทุกแบรนด์ เพราะเมื่อมีสรรพคุณเหล่านี้จะช่วยให้สินค้าเหล่านั้นเพิ่มคุณค่ามากขึ้น และได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอย่างแพร่หลายแถมยังโดนใจกลุ่มสาวๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการขายอาหารจำนวนมากเลยทีเดียว

 

ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า

นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะมันจะเป็นตัวช่วยบอกว่าแบรนด์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถิชือได้มากแค่ไหน โดยทุกวันนี้มีแบรนด์หลายเจ้าส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดมากมาย ซึ่งจะสามารถดูความน่าเขื่อถือได้จากรีวิวของผู้ใช้ต่างๆหรือผู้ที่เคยได้รับการใช้งานจริงมาแล้ว ยิ่งหากเป็นการรีวิวโดยตรงจากดาราที่ใช้งานมาแล้วจริงๆก็จะมีความน่าเชื่อถือในแยรนด์มากขึ้นห…

แจกแจงเซ็นเซอร์วัดกำลังอย่างละเอียด

 

สายรัดข้อมือ/นาฬิกาวัดการออกกำลังกายยุคนี้เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์มากมาย แต่รู้ไหมว่า แต่ละตัวทำงานแตกต่างกันยังไง?

เซ็นเซอร์สำหรับการนับจำนวนก้าว

อุปกรณ์วัดการออกกำลังกายอย่าง ฟิตบิต ชาร์จ ใช้แอคเซเลโรมิเตอร์และอัลกอริธึ่ม (ชุดคำสั่งที่สร้างไว้ตามขั้นตอน) เพื่อนับจำนวนก้าวที่เดินตลอดทั้งวัน ซึ่งจะจับการเคลื่อนไหวตามแกน (อาทิ แนวตั้ง/แกนนอน) เช่น ขับรถ, ขึ้นบันได กระโดดขึ้น/ลง และการวิ่ง โดยทำงานร่วมกับแอพหรือระบบติดตามการออกกำลังกาย เพื่อคำนวณหาข้อมูลที่ถูกต้อง

 

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

อุปกรณ์บางรุ่น เช่น โมโต 360 และ ซัมซุง เกียร์ ใช้ออปติกเซ็นเซอร์ ฝังลงบนด้านหลังของตัวเรือน โดยจะยิงแสงไปยังผิวหนัง เพื่อวัดชีพจร หากยังนึกภาพไม่ออก ให้ลองตั้งหัวไฟฉายขึ้น แล้วเปิดไฟ จากนั้น ยื่นนิ้วปลายไปแตะบนหัวไฟฉาย ทั้งนี้ การยิงแสงลงบนผิวหนัง จะทำให้เซ็นเซอร์สามารถวัดการไหลเวียนเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจได้

 

เซ็นเซอร์สำหรับติดตามการนอน

ขณะที่แอคเซเลโรมิเตอร์ติดตามการขยับร่างกายแบบขึ้น/ลง, ซ้าย/ขวาหรือหน้า/หลัง แต่เซ็นเซอร์อย่าง จีโรสโคป สามารถตรวจจับการหมุนได้ จึงถูกนำมาใช้เพื่อวัดการนอนที่มีการขยับ/พลิกตัวไปมา หรือออกอาการกระสับกระส่าย โดยอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะนี้ได้ ก็อย่างเช่น ซัมซุง เกียร์, จอว์โบน อัพ, รันทาสติด ออร์บิท, เอ็มไอ แบนด์ ฯลฯ

 

เซ็นเซอร์วัดแคลอรี่ที่เผาผลาญไป

การคำนวณหาแคลอรี่ที่เผาผลาญ จะมาจากข้อมูล ทั้งเรื่องอายุ, ส่วนสูง, น้ำหนัก, เวลา (เป็นนาที) ที่ทำกิจกรรมและจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน โดยระบบติดตามการออกกำลังกายของการ์มิน วิโวฟิต จะนำข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ ไปเข้าสู่ระบบคำนวณปริมาณแคลอรี่ เช่น MyFitnessPal แล้วแสดงค่าออกมา เพียงกรอกข้อมูลเรื่องอาหารที่กินไป, ระดับการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ทำทั้งวัน จากนั้นจะได้ค่าปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไป โดยคำนวณจากพื้นฐานเรื่องระยะทางที่คุณเดิน, อายุและน้ำหนัก โดยเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังไดเอทหรืออยู่ในช่วงระหว่างการลดน้ำหนัก…

การวิ่งมีประโยชน์ดังนี้และควรศึกษา

 

การออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นประจำจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นเพราะช่วยลดความกังวลและอาการซึมเศร้า ช่วยลดน้ำหนักตัวโดยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ส่วนคนที่ไม่อ้วนก็ช่วยให้น้ำหนักตัวคงที่ เพิ่มการเผาผลาญน้ำตาล ลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ลดภาวะกระดูกบางหรือผุกร่อน

สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เราขอแนะนำให้คุณ “เดิน” มันเป็นวิธีออกกำลังกายที่ง่ายมากและยังได้ประโยชน์เพียบ! แต่ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยล่ะ

  1. เดินแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเดินช้า เพิ่มเวลาเมื่อรู้สึกชิน จนสามารถเดินได้นาน 30 นาที
  2. ควรเดินให้ได้ระยะทางประมาณ 2.5 – 3.5 กิโลเมตร โดยใช้เวลา 30 นาที
  3. เริ่มเดินช้าๆ ประมาณ 3-5 นาที แล้วเพิ่มความเร็วจนถึงระดับเริ่มรู้สึกเหนื่อย (ยังพูดคุย-ทักทายได้) นาน 25 – 30 นาที และในช่วงท้ายชะลอให้ช้าลง 3 – 5 นาทีก่อนหยุด
  4. หากรู้สึกเหนื่อยหอบ (พูดเป็นคำๆ ขาดช่วง) ให้ชะลอความเร็วในการเดินลง ถ้าเป็นมากหาที่นั่งพัก
  5. เริ่มทำจาก 3 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มถึงสูงสุด 5 – 6 วันต่อสัปดาห์ (รวมไม่น้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์)

 

ความพิเศษของลู่วิ่งที่นี่คือ

ลู่วิ่งนี้ถูกออกแบบด้วยดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา ความโค้งของเส้นทางวิ่งสอดรับกับเส้นสายโครงสร้างของตัวอาคารที่ดูทันสมัย

ใช้วัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทกในการวิ่งของเหล่านักวิ่งได้

ผู้ที่มาซ้อมวิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศฝนตกแดดออกแต่อย่างใด เพราะลู่วิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นในร่มที่มีเพดานสูงโปร่งถึง 7.5 เมตร ทำให้โปร่งโล่งสบาย และสามารถวิ่งพร้อมชมวิวมุมสูง ของแม่น้ำเจ้าพระยา และบางกระเจ้าแบบพาโนราม่าได้เลยทีเดียว…

3 กิจกรรมช่วยให้ร่างแกร่งแข็งแกร่งอย่างหน่วยซีล

 

มีกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงให้ร่างกายมากมาย แต่ถ้าหวังผลให้สุขภาพดี เผาผลาญแคลอรี่ได้ดั่งใจ ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์ม เราขอแนะนำ 5 กิจกรรมเหล่านี้!!

3 กิจกรรมที่ทำได้ทุกวันและช่วยให้รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ

  1. วิ่ง

เผาผลาญ : ประมาณ 755-1074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

การวิ่งที่อัตราความเร็ว 8 ไมล์ต่อชั่วโมง ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ถึง 1,074 แคลอรี่ ส่วนการวิ่งที่อัตราความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญ 755 แคลอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นด้วยการวิ่งขึ้นทางชัน การเพิ่มความเร็ว การเพิ่มเวลาวิ่งให้มากกว่า 1 ชั่วโมง หรือใช้วิธีการฝึกวิ่งเร็วสลับช้า

  1. กระโดดเชือก

เผาผลาญ : ประมาณ 1,074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

ความเร็วและความแรงของการกระโดดมีผลกับจำนวนแคลอรี่ที่จะเผาผลาญ ดังนั้น การกระโดดเชือกให้เร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวกับการกระโดดให้ต่อเนื่องนาน 1 ชั่วโมง แนะนำให้ลองกระโดดเชือกแบบเร็วสลับช้า เพราะไม่เหนื่อยจนเกินไปแต่ได้ผลลัพท์ที่ได้โอเคมาก

  1. ว่ายน้ำด้วยความเร็ว

เผาผลาญ : ประมาณ 528-892 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายชั้นยอดที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกน้อย แต่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มาก โดยเฉพาะท่าฟรีสไตล์และท่าผีเสื้อ ทั้งนี้  เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ให้มากขึ้น คุณจำเป็นต้องมีความชำนาญกับการอยู่ในน้ำ รวมทั้งสามารถว่ายอย่างรวดเร็วและกระฉับกระเฉงได้นาน 1 ชั่วโมงเต็ม…