Uncategorized

แจกแจงเซ็นเซอร์วัดกำลังอย่างละเอียด

 

สายรัดข้อมือ/นาฬิกาวัดการออกกำลังกายยุคนี้เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์มากมาย แต่รู้ไหมว่า แต่ละตัวทำงานแตกต่างกันยังไง?

เซ็นเซอร์สำหรับการนับจำนวนก้าว

อุปกรณ์วัดการออกกำลังกายอย่าง ฟิตบิต ชาร์จ ใช้แอคเซเลโรมิเตอร์และอัลกอริธึ่ม (ชุดคำสั่งที่สร้างไว้ตามขั้นตอน) เพื่อนับจำนวนก้าวที่เดินตลอดทั้งวัน ซึ่งจะจับการเคลื่อนไหวตามแกน (อาทิ แนวตั้ง/แกนนอน) เช่น ขับรถ, ขึ้นบันได กระโดดขึ้น/ลง และการวิ่ง โดยทำงานร่วมกับแอพหรือระบบติดตามการออกกำลังกาย เพื่อคำนวณหาข้อมูลที่ถูกต้อง

 

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

อุปกรณ์บางรุ่น เช่น โมโต 360 และ ซัมซุง เกียร์ ใช้ออปติกเซ็นเซอร์ ฝังลงบนด้านหลังของตัวเรือน โดยจะยิงแสงไปยังผิวหนัง เพื่อวัดชีพจร หากยังนึกภาพไม่ออก ให้ลองตั้งหัวไฟฉายขึ้น แล้วเปิดไฟ จากนั้น ยื่นนิ้วปลายไปแตะบนหัวไฟฉาย ทั้งนี้ การยิงแสงลงบนผิวหนัง จะทำให้เซ็นเซอร์สามารถวัดการไหลเวียนเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจได้

 

เซ็นเซอร์สำหรับติดตามการนอน

ขณะที่แอคเซเลโรมิเตอร์ติดตามการขยับร่างกายแบบขึ้น/ลง, ซ้าย/ขวาหรือหน้า/หลัง แต่เซ็นเซอร์อย่าง จีโรสโคป สามารถตรวจจับการหมุนได้ จึงถูกนำมาใช้เพื่อวัดการนอนที่มีการขยับ/พลิกตัวไปมา หรือออกอาการกระสับกระส่าย โดยอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะนี้ได้ ก็อย่างเช่น ซัมซุง เกียร์, จอว์โบน อัพ, รันทาสติด ออร์บิท, เอ็มไอ แบนด์ ฯลฯ

 

เซ็นเซอร์วัดแคลอรี่ที่เผาผลาญไป

การคำนวณหาแคลอรี่ที่เผาผลาญ จะมาจากข้อมูล ทั้งเรื่องอายุ, ส่วนสูง, น้ำหนัก, เวลา (เป็นนาที) ที่ทำกิจกรรมและจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน โดยระบบติดตามการออกกำลังกายของการ์มิน วิโวฟิต จะนำข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ ไปเข้าสู่ระบบคำนวณปริมาณแคลอรี่ เช่น MyFitnessPal แล้วแสดงค่าออกมา เพียงกรอกข้อมูลเรื่องอาหารที่กินไป, ระดับการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ทำทั้งวัน จากนั้นจะได้ค่าปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไป โดยคำนวณจากพื้นฐานเรื่องระยะทางที่คุณเดิน, อายุและน้ำหนัก โดยเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังไดเอทหรืออยู่ในช่วงระหว่างการลดน้ำหนัก…

การวิ่งมีประโยชน์ดังนี้และควรศึกษา

 

การออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นประจำจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นเพราะช่วยลดความกังวลและอาการซึมเศร้า ช่วยลดน้ำหนักตัวโดยเพิ่มการเผาผลาญไขมัน ส่วนคนที่ไม่อ้วนก็ช่วยให้น้ำหนักตัวคงที่ เพิ่มการเผาผลาญน้ำตาล ลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ลดภาวะกระดูกบางหรือผุกร่อน

สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง เราขอแนะนำให้คุณ “เดิน” มันเป็นวิธีออกกำลังกายที่ง่ายมากและยังได้ประโยชน์เพียบ! แต่ก็ต้องทำให้ถูกวิธีด้วยล่ะ

  1. เดินแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากเดินช้า เพิ่มเวลาเมื่อรู้สึกชิน จนสามารถเดินได้นาน 30 นาที
  2. ควรเดินให้ได้ระยะทางประมาณ 2.5 – 3.5 กิโลเมตร โดยใช้เวลา 30 นาที
  3. เริ่มเดินช้าๆ ประมาณ 3-5 นาที แล้วเพิ่มความเร็วจนถึงระดับเริ่มรู้สึกเหนื่อย (ยังพูดคุย-ทักทายได้) นาน 25 – 30 นาที และในช่วงท้ายชะลอให้ช้าลง 3 – 5 นาทีก่อนหยุด
  4. หากรู้สึกเหนื่อยหอบ (พูดเป็นคำๆ ขาดช่วง) ให้ชะลอความเร็วในการเดินลง ถ้าเป็นมากหาที่นั่งพัก
  5. เริ่มทำจาก 3 วันต่อสัปดาห์ และเพิ่มถึงสูงสุด 5 – 6 วันต่อสัปดาห์ (รวมไม่น้อยกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์)

 

ความพิเศษของลู่วิ่งที่นี่คือ

ลู่วิ่งนี้ถูกออกแบบด้วยดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา ความโค้งของเส้นทางวิ่งสอดรับกับเส้นสายโครงสร้างของตัวอาคารที่ดูทันสมัย

ใช้วัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทกในการวิ่งของเหล่านักวิ่งได้

ผู้ที่มาซ้อมวิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศฝนตกแดดออกแต่อย่างใด เพราะลู่วิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นในร่มที่มีเพดานสูงโปร่งถึง 7.5 เมตร ทำให้โปร่งโล่งสบาย และสามารถวิ่งพร้อมชมวิวมุมสูง ของแม่น้ำเจ้าพระยา และบางกระเจ้าแบบพาโนราม่าได้เลยทีเดียว…

3 กิจกรรมช่วยให้ร่างแกร่งแข็งแกร่งอย่างหน่วยซีล

 

มีกิจกรรมที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงให้ร่างกายมากมาย แต่ถ้าหวังผลให้สุขภาพดี เผาผลาญแคลอรี่ได้ดั่งใจ ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์ม เราขอแนะนำ 5 กิจกรรมเหล่านี้!!

3 กิจกรรมที่ทำได้ทุกวันและช่วยให้รูปร่างฟิตแอนด์เฟิร์มอยู่เสมอ

  1. วิ่ง

เผาผลาญ : ประมาณ 755-1074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

การวิ่งที่อัตราความเร็ว 8 ไมล์ต่อชั่วโมง ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ถึง 1,074 แคลอรี่ ส่วนการวิ่งที่อัตราความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญ 755 แคลอรี่ นอกจากนี้ยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นด้วยการวิ่งขึ้นทางชัน การเพิ่มความเร็ว การเพิ่มเวลาวิ่งให้มากกว่า 1 ชั่วโมง หรือใช้วิธีการฝึกวิ่งเร็วสลับช้า

  1. กระโดดเชือก

เผาผลาญ : ประมาณ 1,074 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

ความเร็วและความแรงของการกระโดดมีผลกับจำนวนแคลอรี่ที่จะเผาผลาญ ดังนั้น การกระโดดเชือกให้เร็วคือกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้มากขึ้น แต่ถ้าไม่ไหวกับการกระโดดให้ต่อเนื่องนาน 1 ชั่วโมง แนะนำให้ลองกระโดดเชือกแบบเร็วสลับช้า เพราะไม่เหนื่อยจนเกินไปแต่ได้ผลลัพท์ที่ได้โอเคมาก

  1. ว่ายน้ำด้วยความเร็ว

เผาผลาญ : ประมาณ 528-892 แคลอรี่ต่อชั่วโมง

การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายชั้นยอดที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกน้อย แต่สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มาก โดยเฉพาะท่าฟรีสไตล์และท่าผีเสื้อ ทั้งนี้  เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ให้มากขึ้น คุณจำเป็นต้องมีความชำนาญกับการอยู่ในน้ำ รวมทั้งสามารถว่ายอย่างรวดเร็วและกระฉับกระเฉงได้นาน 1 ชั่วโมงเต็ม…