Blog

ทำความรู้จักอาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ภัยร้ายจากโรคเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเป็นกันจำนวนมากไม่ได้มีเพียงโรคมะเร็งอีกต่อไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอีกโรคหนึ่งที่คร่า
ชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายแถมยังดูร้ายแรงกว่าโรคมะเร็งด้วยซ้ำเพราะบางครั้งคนบางคนที่เราเห็นยังแข็งแรงดีๆอยู่ก็อาจเสียชีวิตด้วยโรคนี้ได้โดยฉับพลันเหมือนกัน
โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็คือโรคที่เกิดจากอาการหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่พาเลือดไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตันจนนำมาซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั่นเอง
การเกิดโรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่มีไขมันและเนื้อเยื่อบริเวณผนังหลอดเลือดไปสะสมเยอะจนเกิดไป
ซึ่งส่งผลให้เยื่อบุตรงบริเวณผนังหลอดเลือดก่อตัวกันหนาขึ้น
และทำความกว้างของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจแคบลงจนไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
ได้มากเพียงพอทำให้ออกซิเจนที่มีก็น้อยลงตามไปด้วย
และอาการที่ตามมาก็คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง โดยหากเส้นเลือดมีอาการอุดตัน
ซึ่งอาการแรกที่จะสามารถสังเกตุได้คือรู้สึกแน่นที่หน้าอกหายใจไม่ค่อยออก
ซึ่งมีที่มาจากเส้นเลือดที่อุดตันนั่นเองที่อนตรายไปมากกว่านั้นคือเมื่อเลือดที่แข็งตัวไปอุดตันเกิดแตกออกก็จะกลายเป็นลิ่มเลือด
และทำให้นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยตายอย่างเฉียบพลันที่จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอีกหลายอย่างจนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
การเกิดโรคนี้มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่หลายอย่างเช่นคนในครอบครัวหากมีใครป่วยเป็นโรคนี้อยู่ก็สามารถติดต่อแพร่มาสู่คนในครอบครัวได้เล่นกัน
ซึ่งทำให้โอกาสป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยหรือหากอายุมากขึ้นก็ทำให้เกิดภาวะโรคนี้ได้เช่นกัน
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีหลายคนที่เป็นโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังเกี่ยวกับเพศด้วยโดยผู้ชายนั้นมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง
ขณะเดียวกันโรคดังกล่าวยังพบเป็นส่วนมากในคนที่มีรูปร่างอ้วน
แน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตทำให้มีไขมันเข้าไปสะสมมากมายยิ่งใครที่ชื่นชอบการกินของมันๆเยอะก็
ยิ่งอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้นตามไปด้วย
โดยการที่น้ำหนักตัวของคนๆหนึ่งเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อภาวะของโรคนี้ยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
ส่วนอีกสองปัจจัยสำคัญที่จะเกิดโรคนี้คือคนที่อยู่ในภาวะความเครียดสูง
ซึ่งในปัจจุบันด้วยการทำงานที่แข่งขันสูงขึ้นก็ย่อมมีความเครียดเยอะขึ้น
และนำไปสู่โรคดังกล่าวได้ง่ายๆนอกจากนี้ยังเกิดได้ในคนที่มีความดันโลหิตสูง
โดยหากมีความดันสูงเกิน/ มิลลิเมตรปรอทก็จะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายๆ…

7 อันตรายที่คุณต้องรู้จาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย

อาหารที่ผ่านการทอด หรือมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบก็มีแนวโน้มที่จะอ้วนได้อยู่แล้ว แต่ถึงเราจะรู้ว่ามันไม่ดี
เราก็ยังทานมาจนถึงปัจจุบันถึงลูกถึงหลานกันเลยทีเดียว ซึ่งอาหารจำพวก โดนัท ลูกชิ้นทอด ของในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
ซึ่งอาจะมีรสชาติที่อร่อยลิ้น ไม่อาจหยุดทานได้ แต่ถ้าเราทานมากเกินไปไขมันจำพวกนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากๆน้ะจ้ะ
วันนี้เราจะมาบอก 7 ข้อย่อยอันตรายจาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย
1.สัมพันธ์กับโรคอ้วน จากการวิจัยต่างประเทศได้ทดสอบน้ำอาหารจำพวกนนี้ให้ลิงทานเห็นได้ชัดเพียงไม่กีปี
ไขมันบริเวณรอบเอวเพิ่มมากขึ้น ร่างกายดูอวบอิ่มมากกว่าเดิมอย่างเห็ดได้ชัด
2 .ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ไขมันทรานส์นั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 14 %
เพราะไขมันทรานส์และโรคหลอดเลือดหัวใจมีความเชื่อมโยงกันดังนั้นถ้าอยากมีสุขภาพหัวใจที่ดี
คุณควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่ะ
3 .เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ มีหลายการวิจัยพิสูจน์แล้วว่า ผู้สูงอายุจำนวน 104
คนที่มีระดับของไขมันทรานส์ในเลือดสูงขนาดของสมองจะเล็กกว่าคนทั่วไป และเป็นเหตุทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
4 . เพิ่มความก้าวร้าว จากการศึกษาผู้ที่มไขมันทรานส์สูง จะมีพฤติกรรมหงุดหงิดและก้าวร้าวไม่คำนึงถึงเพศหรืออายุ
ซึ่งก็ต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมอีก

5 .เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แน่นอนครับว่าการทานอาหารจำพวกนี้ระดับของคอเลสเตอรอลสูงขึ้น
ซึ่งนั่นจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน
6 .ภาวะซึมเศร้า การทานอาหารไขมันทรานส์สูงนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้ามากถึง 50%
ในขณะที่การทานอาหารไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพจะส่งผลกลับตรงกันข้าม
7.สิว ไขมันนำไปสู่การอักเสบในร่างกาย ซึ่งการอักเสบเรื้อรังอาจทำให้บรรดาสิวชนิดต่างๆ มาเยี่ยมเยือนใบหน้าสวยๆ
ของคุณค่ะ
ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเองทานอาหาร 5 หมู่ด้วยน้ะจ้ะ…

ขี้เหล็ก เล็กพริกขี้หนู ทานแล้วดี มีประโยชน์

ขี้เหล็ก อาจเป็นไม้ยืนต้น แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วพวกมันจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว และอยู่ในวงศ์ย่อยของราชพฤกษ์
แถมยังเป็นพืชที่มีวิตามินซี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในพืชผักผลไม้ไทยสนทางกับรสชาติขมที่ผู้คนมักเข้าใจและเบือนหน้าหนี้
โดยนอกจากชื่อ ขี้เหล็ก แล้วสมุนไพรชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นของไทย
อาทิเช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด(แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ)
และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น
ซึ่งส่วนที่ให้วิตามินซีมากที่สุดคือ ดอกขี้เหล็กที่จะออกดอกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง มีดอกสีเหลือง
กลีบเลี้ยงกลมมี 3-4 กลีบ หลุดร่วงง่าย ก้านดอกจะยาว 1-1.5เซนติเมตร และมีเกสรตัวผู้หลายเกสร
ดอกขี้เหล็ก
ที่เราเห็นว่าหลุดร่วงง่ายและมักมองข้ามนี่แหละที่มอบวิตามินซี
ให้มากถึง 484 มิลลิกรัม ต่อดอกขี้เหล็ก 100 กรัม
แถมยังมีเบต้าแคโรทีน 0.2 กรัม, ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม,
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม, เส้นใยอาหาร
9.8 กรัม, โปรตีน 4.9 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัมและให้พลังงาน 98 กิโลแคลอรี
ขณะเดียวกัน ใบขี้เหล็ก ที่ชาวไทยนำมาประกอบอาหารก็เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน เมื่อใบขี้เหล็ก 100 กรัม
จะให้เบต้าแคโรทีน 1.4 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 156 มิลลิกรัม,ธาตุฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม,
เส้นใยอาหาร 5.6 กรัม, โปรตีน 7.7 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 10.9กรัม และพลังงาน 87 กิโลแคลอรีนอกจากนี้ ขี้เหล็ก
ที่เป็นพืชสมุนไพรซึ่งหาได้ง่ายตามท้องตลาดไทยเพราะมีการนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายยังมีสรรพคุณทางการแพทย์อีกมากมาย
ไล่ตั้งแต่แก้อาการท้องผูก บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ช่วยเจริญอาหาร
ช่วยกำจัดรังแค ไปจนถึงทำให้ผมชุ่มชื่นเงางาม
เท่านั้นไม่พอ ขี้เหล็ก ยังมีสาร “บาราคอล” (Baracol)
ที่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆทำให้นอนหลับสบาย แต่ต้องเข้าใจกระบวนการปรุงอาหารจาก
ขี้เหล็ก ให้ปลอดภัย ด้วยการต้มน้ำทิ้งเสียก่อนนั่นก็เพื่อลดความขมและความเฝื่อน
ทำให้ความเป็นพิษและฤทธิ์ดังกล่าวลดน้อยลง โดยส่วนของ
ขี้เหล็ก ที่นำมาใช้และมีสรรพคุณทางยา ได้แก่ ดอก ใบ ใบแก่ ฝัก เปลือกฝัก เปลือกต้น ลำต้น กิ่ง แก่น และราก
กระนั้นหากรับประทาน ขี้เหล็ก ไม่ถูกวิธี
สมุนไพรชนิดนี้ก็พร้อมจะให้โทษอย่างมหันต์เช่นกัน อาทิเช่น การรับประทานขี้เหล็กในลักษณะที่นำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้ว
บรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับหรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้
ซึ่งการรับประทาน ขี้เหล็ก อย่างปลอดภัยต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง
และนำไปต้มให้เดือด เทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำแล้วค่อยนำมาปรุงอาหาร หรือนำไปทำเป็นยา
ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมลงได้อีกด้วย…

หวานซ่อนพิษ!

น้ำตาล ถึงแม้จะมีรสชาติหวาน แต่ก็ส่งผลร้ายกับร่างกายได้มากมายจนคาดไม่ถึง
ใครที่ติดใจรสชาติหวานของน้ำตาลละก็ ควรรู้เป็นอย่างยิ่ง
ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล เป็นใครก็คงชอบ เพราะน้ำตาลทำให้อาหารมีรสชาติอร่อย
ถูกลิ้นคนทั่วไปที่ชอบความหวานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำตาลถึงแม้จะให้รสหวาน
และให้พลังงานกับร่างกายได้บางส่วนก็ตาม แต่ก็ส่งผลเสียกับร่างกายมากมายเลยเชียว
วันนี้เรามาดูผลเสียของน้ำตาลที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่เว็บไซต์
prevention.com นำมาเปิดเผยกันดีกว่า เผื่อว่าใครที่กำลังติดของหวานจะได้ระมัดระวังสุขภาพกันให้มากขึ้น
ทำให้เกิดไขมันสะสมในอวัยวะต่าง ๆ
ฟรุคโตส (Fructose) เป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำตาลทรายและน้ำเชื่อมข้าวโพด
ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ตับสะสมไขมันไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายมากขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า
อาจจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic fatty liver disease)
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับอักเสบและโรคตับแข็งในอนาคตได้
ขณะที่รู้ไว้ใช่ว่า : หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง หรือแม้แต่เครื่องดื่มสมูทตี้
เพราะในเครื่องดื่มสมูทตี้มีน้ำตาลถึง 54 กรัม หรือประมาณ 13½ ช้อนชา
ดังนั้นจึงควรจะได้ทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ปั่นจะดีกว่า นอกจากจะได้ไฟเบอร์แล้วและยังมีน้ำตาลน้อยกว่าอีกด้วย
แถมไฟเบอร์ที่อยู่ในผลไม้ยังช่วยเผาผลาญน้ำตาลให้ร่างกายมากขึ้นอีกด้วย
ที่สำคัญ ยังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเบาหวาน เมื่อการศึกษาจากองค์กร PLOS ONE พบว่า ในทุก ๆ 150
แคลอรี่จากน้ำตาลที่คนได้รับเพิ่มขึ้นจากที่ควรได้รับในแต่ละวัน สามารถก่อให้เกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 1.1%
ดังนั้นการควรบริโภคน้ำตาลให้พอดีกับความต้องการของร่างกายก็เพียงพอแล้ว
จากทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ให้กับทุกคน
รวมถึงโดยเฉพาะ ผู้คนที่กำลังทานอาหารรสชาติหวานเป็นหลัก
ใหัหันมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการทานหวานให้ลดน้อยลง เพราะ การทารหวานั้น ไม่ใช่เรื่องดีเลยแม้แต่น้อย
และยังส่งผลเสียต่ออนาคตมากมายที่จะตามมาด้วย ดั่งคำโบราณที่ว่าไว้ว่า หวานเป็นลม ส่วนขมเป็นยา ฉะนั้นแล้ว
หันมารักสุขภาพและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มากขึ้นกันเถอะ ซึ่งเชื่อเลยว่า
คุณจะสุขภาพดีมากขึ้นเป็นไหนๆเลยครับ…

เทคนิคการดูแลผิว ให้เหมือนสาววัย24

การมีผิวพรรณที่ดี เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกิดจากการดูแลผิวที่ดี
จนทำให้ปัจจุบันการบำรุงผิวพรรณด้วยครีมบำรุงให้สวยงามต่างก็มีการโฆษณา แข่งขันกันมากมาย
ทำให้ครีมบำรุงผิวบางชนิดมีราคาแพงจนหลาย ๆ คนไม่สามารถซื้อหามาใช้ได้การดูแลผิวให้สวยใส ด้วยวิธีง่าย ๆ
แบบธรรมชาติ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ง่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย
1.งดการโดนแดดจัด และใช้ครีมกันแดดอยู่เสมอ (สำคัญมาก), ใช้ครีมมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
เช่น วิตามินเอ วิตามินอี และกลูต้าไธโอน ซึ่งจะช่วยช่วยป้องกันการทำลายผิวจากแสงแดดได้
2.งดการสูบบุหรี่ ยาเสพติด สุรา เพราะมีสารอันตรายไปทำลายเซลล์ เป็นอนุมูลอิสระทำให้แก่เร็ว
3.กินอาหารให้ครบห้าหมู่ อาหารที่มีวิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ ควรกินผักผลไม้ เพื่อร่างกายจะได้รับกากใยอาหาร
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบขับถ่าย ส่วนสารอาหารที่ได้จากการกินอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยป้องกันเยื่อหุ้มเซลล์
จากการถูกทำลายด้วยขบวนการออกซิเดชั่นได้
4.ดื่มน้ำให้มาก ๆ ในแต่ละวันคุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว โดยให้ดื่มเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำสะอาด เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำนั้นเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุกเซลล์ที่จะทำงานได้ดี
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การ ออกกำลังกายจะทำให้เกิดการขับเหงื่อ
และในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังเอาไว้ได้จากการกระ ตุ้นต่อมผลิตไขมัน
การออกกำลังกายจึงช่วยรักษาสุขภาพผิวและคงความชุ่มชื้นของผิวหนัง นอกจากนี้
ยังช่วยให้การหมุนเวียนของเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย
6.ใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ
หากเป็นผิวกายก็ควรจะต้องบำรุงอย่างต่อเนื่องจึงจะเรียบเนียนเห็นผลแบบ ผิวหน้า
โดยควรทาหลังอาบน้ำเช้าและก่อนนอน นี่คือวิธีที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเป็นอย่างดี
7.สครับผิวเพื่อเผยผิวใหม่
เป็นการขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้ออกไปจากผิวของเรา
โดยการใช้สครับที่เหมาะกับสภาพผิวอาจเลือกใช้สครับสำเร็จรูปแบบที่ขายทั่วไป อาจใช้ใยบวบขัดเบาๆ
ขณะอาบน้ำก็ได้ หรือจะใช้จากวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น มะขามเปียก หรือมะนาวผสมกับเกลือทะเล
8.บำรุงผิวด้วยน้ำนม
น้ำนมนั้นเหมาะสำหรับที่จะใช้บำรุงผิวกายอย่างมาก เพราะนมอุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่ดีต่อผิว
อีกทั้งยังช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปได้ด้วย เพียงแค่นำน้ำนมมาทาบริเวณผิวกายให้ทั่ว
รอสักพักพอเริ่มแห้งแล้วให้ขัดอย่างเบามือ จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด…

วิธีป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ทำอย่างไร

ภาวะไขมันในเลือดสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง เป็นภาวะที่สามารถพบเจอได้
ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน
ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปก็คือการทานยาเพื่อควบคุมระดับไขมัน
หากมีปริมาณสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเลือดสมอง เป็นต้น
เนื่องจากไขมันในเลือดสูงจะทำให้เกิดการสะสมของไขมันตามผนังหลอดเลือดจน
ที่สุดหลอดเลือดจะแคบทำให้ออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณต่างๆไม่พอ
การอ่านค่าคอเลสเตอรอล
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 200 mg/dL (ถือว่าเหมาะสม)
– ระดับปานกลาง : 200 – 239 mg/dL (เริ่มอันตราย)
– ระดับสูง : มากกว่า 240 mg/dL (อันตรายมาก)
ไตรกลีเซอไรด์
– ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 150 mg/dL
– ระดับปานกลาง : 150 – 199 mg/dL
– ระดับสูง : มากกว่า 200 – 499 mg/dL
– ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป
ชนิดของโคเลสเตอรอลที่ควรรู้
– HDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ช่วยป้องกันการสะสมของโคเลสเตอรอลตามผนังหลอดเลือดได้
– LDL เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี แต่พบมากที่สุดในร่างกาย LDLจะสะสมตามผนังหลอดเลือด
– Triglyceride(TG) การมีLDLสูง ร่วมกับTGสูง จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้
อาการของไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง
ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ แต่อาจพบไขมันสะสมบริเวณตา และผิวหนังเป็นผื่นนูนเล็กๆสีเหลืองได้
และจะแสดงอาการในกรณีมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น
และเมื่อมีอาการจะแสดงอาการดังนี้
– คลื่นไส้ อาเจียน
– มีเหงื่อออกตามร่างกาย
– ปวดหัว วิงเวียน หน้ามืด
– ตาพล่ามัว มองเห็นไม่ชัด
– หายใจถี่ ชีพจรเต้นเร็ว ใจสั่น
– มีอาการอ่อนแรง เช่น หยิบจับของแล้วของหล่น
– ปวด แน่น เจ็บหน้าอก ร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่ แขน
– มีปื้นสีเหลืองที่ผิวหนัง เช่น หนังข้อศอก หัวเข่าและฝ่ามือ
อันตรายที่เกิดขึ้นจากภาวะไขมันในเลือดสูง
1.ไขมันส่วนเกินจะไปตกตะกอนตามผนังของ เส้นเลือด ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาและแข็ง จะทำให้ตีบตันได้ง่าย
ถ้าเป็นที่เส้นเลือดหัวใจจะทำให้เกิดหัวใจขาดเลือด
2.ถ้าเป็นที่เส้นเลือดที่เลี้ยงสมอง จะมีโอกาสทำให้เส้นเลือดตีบตันเกิดอัมพาต
3.ถ้าเส้นเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง
4.ตับอ่อนอักเสบ
การดูแลตนเอง
– ลดการกินอาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัวสูง(มันสัตว์, เครื่องใน, ไข่แดง และของทอด เป็นต้น), ลดน้ำหนัก,
ออกกำลังกาย
– การรักษาด้วยยา แพทย์จะเป็นผู้คำนวณความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
หากมีความเสี่ยงสูงจะพิจารณาให้การรักษาด้วยยา อย่างไรก็ตามต้องทำควบคู่กับการดูแลตนเองเสมอ…

5 ของต้องห้ามหลังทำศัลยกรรม

ศัลยกรรม ถือเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ๆ
เพราะมีคลินิกเสริมความงานเปิดให้บริการครอบครุมทุกพื้นที่
ถ้าใครคิดที่จะทำก็ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อน
เพราะถ้าทำมาแล้วเกิดข้อผิดพลาด ก็ต้องเสียเงินเสียเวลาไปแก้ใหม่
สำหรับคนที่ทำมาแล้วก็ต้องใส่ใจดูแลรักษาให้ดี
และควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้โดยเด็ดขาด
1. อาหารรสจัด
คนที่ศัลยกรรมจมูก ควรงดการทานอาหารเผ็ดไปจนกว่าแผลจะหาย
เพราะเวลาที่ทานอาหารเผ็ด ๆ ก็จะทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาได้
ซึ่งน้ำมูกอาจจะมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมปนเปื้อนอยู่
เมื่อเข้าไปสัมผัสโดนแผลผ่าตัดก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

2. ไข่
โดยปกติก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าห้ามทานไข่
แต่เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล
ซึ่งทางที่ดีเราก็ควรหลีกเลี่ยงการทานไข่ไปก่อน
เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
3. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ หรือ
ไวน์ อาจทำปฎิกิยากับแผลศัลยกรรมได้
ซึ่งเครื่องดื่มประเภทนี้จะทำให้ขาดสติ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้
ทางที่ดีถ้ายังไม่หายจริงๆ ก็อย่าพึ่งดื่มดีกว่า
4. ของหมักดอง
มะม่วงดอง งมะยมดอง หรือผลไม้ชนิดอื่นที่ใช้การดองที่สาว ๆ
มักจะชอบทาน แนะนำว่าช่วงที่แผลศัลยกรรมยังไม่หายให้งดไปก่อน
แต่ถ้าอยากกินผลไม้จริง ๆ ก็ให้ทานผลไม้สดแทน
เพราะมีประโยชน์มากกว่า
5. ห้ามสูบบุหรี่
ในบุหรี่จะประกอบไปด้วยสารนิโคติน, ทาร์, น้ำมันดิน และ
คาร์บอนมอนอกไซด์
ซึ่งสารเหล่านี้จะถูกกรองไว้ด้วยขนจมูกและอาจจะไปจับอยู่ที่แผล
ทำให้เกิดอาการอักเสบขึ้นมาได้
หลายคนอาจจะต้องทรมานเพราะจะไม่ได้ทานของโปรดไปอีกนาน
แต่ถ้าคิดจะสวยด้วยมีดหมอแล้วก็ต้องเอาให้คุ้มกับที่เสียเงินไปหน่อย
จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ เสียเวลา และ เสียเงิน เพื่อทำใหม่อีกรอบ
ถ้าหากทำได้แล้วรับรองว่าคุรจะสวยแบบปลอดภัยและยั่งยืนแน่นอน…

สุขภาพประโยชน์ของการนวด

บ้านเรามองไปทางไหนก็มแต่ร้านนวด หลายคนอาจจะเป็นลูกค้าประจำหลายคนอาจจะยังไม่เคยลอง
เราอยากจะบอกว่าการนวดนั้นมีประโยชน์มากมาย ช่วยให้ผ่อนคลายบางครั้งก็รักษาอาการบาดเจ็บ
การนวดนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการนวดเท้า
ที่นวดแบบเน้นไปเฉพาะที่เท้าและขาเหมาะสำหรับคนที่ใช้งานเท้าและขาค่อนข้างหนักพวกอาชีพที่จะต้องยืนนานๆหรือเดินนานๆ
การได้นวดขาเหมือนกับการผ่อนคลายชั้นดีที่ทำให้ลืมความปวดเมื่อยไปได้ อย่างดี
หรือว่าจะเป็นการนวดไทย
ที่เป็นศาสตร์ความรู้ที่มีมาอย่างยาวนานและส่งต่อกันมาคนที่นวดได้จะต้องผ่านการอบรมและเรียนปฏิบัติจนมีวิชาที่เชี่ยวชาญ
ไม่ใช่ใครก็สามารถที่จะทำตรงนี้ได้ ทำให้คนที่ใช้บริการนั้นสบายไปทั้งตัว และการนวดคอบ่าไหล่
เหมาะสำหรับคนที่ต้องนั่งทำงานนานๆ หรือพวกที่เป็นอาการที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรมนั้นการนวด คอบ่าไหล่
จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยทั้งหลายของคุณหายไปชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว
และอีกอย่างที่นิยมไม่แพ้กันคือการนวดน้ำมัน
ซึ่งการนวดน้ำมันเป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวดน้ำมันอโรมา
ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ
โดยการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม
รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด
ทำให้เราผ่อนคลาย
รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วยการนวดตัวเป็นภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยที่มีความ
สำคัญเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ
มีวิวัฒนาการสืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงในปัจจุบัน แม้จะขาดหายไปบ้างบางช่วงบางตอน
การนวด ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพและรักษาโรคของบรรพบุรุษไทยมาอย่างช้านาน ในการบำบัดอาการเจ็บป่วย
ซึ่งในการนวด ต้องคำนึงถึงผลข้างเคียงของโรคและความปลอดภัย
ซึ่งทางศูนย์หัตถเวชวิภาวดีได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพด้วยการนวด ในการทำการนวดจะมีการซักประวัติ
ตรวจร่างกาย วินิจฉัย ก่อนทำการนวดเพื่อความปลอดภัยและการให้คำแนะนำที่ถูกต้องในการปฏิบัติตัวเพราะฉะนั้น
การนวดเพื่อสุขภาพจึงเป็นการมุ่งเน้นด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งสุขภาพทางกายและจิตใจให้อยู่ในภาวะที่สมบูรณ์ทำให้มีการ
ไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกาย ยึดเส้นเอ็นที่ตึงให้หย่อนลง
ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากอริยาบถในการทำงานประจำวันผ่อนคลายลง ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพดีขึ้น
รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อไม่ให้ติดขัด ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายกาย สบายใจ ลดความเครียด
และทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส กระฉับกระเฉง ดังนั้นการนวดจึงเหมือนยาอายุวัฒนะ ซึ่งทำให้สุขภาพสมบูรณ์ในทางตรง
และเป็นผลให้อายุยืนยาวในทางอ้อม เนื่องจากปราศจากโรคภัยไข้เจ็บนั่นเอง…

แน่นอนว่าความชราเป็นหนึ่งในภาวะที่พบบ่อยเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ..

กระนั้น “ทุกปัญหาย่อมมีทาง” เช่นเดียวกับภาวะดังกล่าว
ซึ่งการออกกำลังกายถือเป็นเคล็ดไม่ลับที่สามารถช่วยขยับหนีความชราได้
นายแพทย์ สันต์ ใจยอดศิลป์
แพทย์ระดับสูงด้านหัวใจหลอดเลือดและทรวงอก แห่งโรงพยาบาลพญาไทย
ชี้ชัดเจนว่าการออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะสภาพร่างกายไม่เหมือนคนหนุ่มทั่วไป
การออกกำลังกายพื้นฐานง่ายๆที่เหมาะสมทำได้หลากหลายรูปแบบเช่นการออ
กไปเดินเล่นช่วงเช้าหรือช่วงเย็น วิ่งช้าๆหรือจ๊อกกิ๊งเบาๆ รวมถึง การว่ายน้ำ
และ การเต้นแอโรบิค
ก็เป็นสิ่งที่พึ่งกระทำได้ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายขอแต่ละคน
นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้สูงอายุต้องให้ความสำคัญที่สุดเช่นกันคือ
“การเล่นกล้าม” แม้ว่าจะฟังดูแล้วอาจมีคำถามขึ้นมาว่า
หนักเกินไปหรือเปล่าสำหรับผู้สูงอายุ ? กระนั้นไม่ใช่อย่างที่คิด
“การเล่นกล้ามไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดครับ” นายแพทย์ สันต์ เริ่มอธิบาย
“สมมุติแค่เรานั่งเฉยๆก็ถือว่าเป็นการเล่นกล้ามได้ เช่นท่า นั่งเฉยๆ ปล่อยไหล
ยืดตัวตรง แขม่วพุง ค่อยๆหายใจเขาออก
แค่นี้ก็ถือเป็นการเล่นกล้ามบริเวณหน้าท้องแล้ว และท่ายืนพยายามยืนตรงๆ
หายใจเข้าออก ซึ่งท่านี้เป็นการเล่นกล้ามบริเวณหลัง
ถ้าหากผู้สูงอายุไม่ฝึกตัวเองท่านี้ก็จะกลายเป็นคนแก่ หลังคร่อมๆ
ฉะนั้นหากฝึกท่านี้เป็นประจำรับรองว่าหลังจะไม่คร่อมเลยครับ”
นายแพทย์ สันต์ กล่าวต่ออีกว่า “ผู้สูงอายุจำเป็นต้องเล่นกล้ามเพราะ
หากนอนหรืออยู่เฉยๆ กล้ามเนื้อจะรีบ ไข่มันจะเข้ามาแทนที่
โรคติดต่อเรื้อรังทั้งหลายก็จะถามหา เช่นโรคเบาหวาน
ที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อมาเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกิน
น้ำตาลที่ทานเข้าไปไม่สามารถเผาผลาญได้ดีเท่ากับกล้ามเนื้อ
และหากไม่ทำอะไร กระดูกผู้สูงอายุก็จะค่อยๆเบาลง ทุ่นแล้วก็หัก
ฉะนั้นการเล่นกล้ามถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานอย่างแรกๆที่ผู้สูงอายคุควรให้ค
วามสำคัญ”
ขณะเดียวกันหน่วยงานของภาครัฐฯอย่าง การกีฬาแห่งประเทศไทย
ก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้สูงอายุเต็มที่ ซึ่งมีถึง 6
ชมรมเพื่อสุขภาพไว้รองรับ เช่น รำมวยจีน , ไทเก็ก , ลีลาศ , วิ่งเพื่อสุขภาพ ,​
แอโรบิค และ ปั่นจักรยาน
สกล วรรณพงษ์ ผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยว่า
“เป็นหนึ่งในนโยบาย ที่เราสนับสนุนเรื่องนี้มาตลอด ขณะนี้เรามีถึง 6
ชมรมเพื่อผู้สูงอายุ ตั้งอยู่บริเวณรอบๆสนามราชมังคลากีฬาสถาน
รวมถึงอยู่ด้านในออฟฟิศการกีฬาแห่งประเทศไทย
ถ้าเวลาไหนฝนตกเราก็มีลานในร่มคอยรองรับ
และบริเวณชมรมเราเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุเต็มที่ จะไม่มีใครมาแย่งหรือก่อกวน
ซึ่งผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ และเป็นไปอย่างสบายใจ”
นอกเหนือจากมีโนบายเอื้อเฟื้อสถานที่การออกกำลังกายให้กับผู้สูงอายุเต็มที่แ
ล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย
ไม่มองข้ามคือการนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย
เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้วิทยาศาสตร์การกีฬามีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อทุกๆกีฬ
าบนโลก
ปัจจุบัน การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ผนึกกำลังกับ โรงพยาบาลสมิติเวช
(ทุกสาขา) จัดบูธเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพคอยแนะนำเรื่องต่างๆให้กับผู้สูงอายุ
รวมถึงการการนำนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเฉพาะทางคอยประจำอยู่ในชมรมต่
างๆ ตอกย้ำชัดเจนว่า สุขภาพของผู้สูงอายุ เป็นหนึ่งนโยบายหลักที่
การกีฬาแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ…

4 เคล็ดลับความสวยจาก “น้ำแข็ง”

น้ำแข็ง นอกจากจะช่วยคลายความร้อนได้แล้ว
ยังมีประโยชน์ในเรื่องความสวยความงามอย่างมาก
เพราะความเย็นของน้ำแข็งนั้นจะช่วยผิวพรรณดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ส่วนวิธีการก็ง่ายๆ สามารถทำตามได้ตามนี้เลย
1. ลดรอยช้ำจากสิวและรอยแดง
หลาย ๆ คนคงจะอดใจไม่บีบสิวไม่ได้
เมื่อบีบแล้วก็จะถึงรอยช้ำและรอยแดงเอาไว้ให้ซ้ำใจ
เพียงแค่คุณนำน้ำแข็งมาประคบตรงบริเวณที่เป็นรอยช้ำหรือแดงประมาณ 5 นาที
ความเย็นของน้ำแข็งก็จะช่วยให้รอยเหล่านั้นจางลงไปได้
2. ลดรอยคล้ำใต้ตา
หากเมื่อคืนคุณนอนดึกจะด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ สิ่งหนึ่งที่คุณจะตื่นขึ้นมาพบคือ
รอยคล้ำตาใต้ ให้นำน้ำแข็งมาประคบที่รอยคล้ำใต้ตา
หากอยากได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านั้น ให้คุณฝานแตงกว่าแผ่นบาง ๆ มาวางไว้บนน้ำแข็ง
ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ก็จะช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาจางลงไป

3. เตรียมผิวก่อนทาครีมด้วยน้ำแข็ง
ก่อนที่จะแต่งหน้าให้นำน้ำแข็งมาถูวนไปรอบ ๆ หน้า
ความเย็นของน้ำแข็งจะทำให้รูขุมขนปิดกระชับ จึงช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน
เวลาที่รองพื้นก็ดูกลมกลื่นไปกับผิวหน้า นอกจากนั้นยังทำให้หน้าไม่เป็นคราบอีกด้วย
4. ขจัดเซลล์ผิวที่เสียออกได้
เราสามารถทำสครับน้ำแข็งได้ง่ายๆ เพียงแค่นำผักหรือผลไม้อย่างเช่น แตงกวา
สตอรเบอร์รี่ หรือเลม่อน มาแช่ในน้ำ แล้วนำไปแช่ในช่องฟริต
เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็งก็นำมาสครับหน้าได้ทันที ซึ่งกรดอ่อน ๆ
ที่มาจากผลไม้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสียออกไป
ช่วยให้หน้าของเรากลับมาสว่างสดใสได้…