Blog

เผยแล้ว! นอนอย่างไรให้ผอม

เราทุกคนรู้ดีว่าการนอนเป็นการพักผ่อนหากเรานอนในระยะเวลา 6 ถึง 8 ชั่วโมง ก็จะถือว่าเป็นการนอนที่ทำให้เรามีสุขภาพดีแต่ในบางคนอาจจะนอนจนอ้วน
เพราะนอนทั้งวันกินแล้วนอนไม่ได้ออกกำลังกายแต่เชื่อหรือไม่ว่า มีวิธีที่จะทำให้คุณนอนแล้วผอมซึ่งมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่และนอนอย่างไรถึงจะนอนให้ผอมเรามาดูกัน
มีการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการนอน และพบว่าในระหว่างที่เรานอนหลับนั้นร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานสูงสุดอยู่ที่ 300 kcal
และนั่นหมายความว่าเมื่อเราตื่นมาก็จะเกิดอาการหิว เพราะร่างกายสูญเสียพลังงานไป รวมทั้งหากเรานอนหลับได้สนิทไม่ตื่นกลางดึกก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ช่วยเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายและฟื้นฟูร่างกาย แต่จะทำอย่างไร ถึงจะนอนแล้วผอมเคล็ดลับง่ายๆ คือนอนก่อนตี 3
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ 22.00 03.00 ควรนอนให้อยู่ในช่วงระยะเวลานี้เพราะช่วงนี้โกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมาง่าย และทำงานได้อย่างเต็มที่
ดังนั้นหากเราอยากจะนอนให้มีคุณภาพนอนแล้วผอมก็จะต้องไม่นอนดึกเกินกว่าตี 3 และจะต้องนอนให้หลับสนิทในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของการนอน
เราจะต้องพยายามหลับให้ได้สนิทเพราะช่วง 3 ชั่วโมงแรกนี้โกรทฮอร์โมนจะทำงานได้อย่างเต็มที่ และควรนอนหลับให้สนิทต่อเนื่องถึง 7 ชั่วโมง
เพราะจะอยู่ในระดับที่มีผลกับสุขภาพแต่หากคุณนอนหลับเพียงแค่วันละ 4-5 ชั่วโมงโอกาสที่จะอ้วนกว่าเดิมนั้นมีสูงอย่างแน่นอนเพราะการนอนน้อยจะทำให้ฮอร์โมนเกรลินหลั่งออกมามาก
และกระตุ้นความหิวให้มากกว่าปกติและแน่นอนว่าตื่นมาก็จะตั้งหน้าตั้งตารับประทาน ดังนั้นโอกาสที่จะอ้วนมีสูงกว่าเดิม และการนอนให้ครบ 7 ชั่วโมง
ก็ถือว่าเป็นการนอนที่จะทำให้คุณพักผ่อนไม่เหนื่อยล้าและช่วยให้คุณพร้อมที่จะตื่นมาทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ…

เมื่อรู้ตัวว่าเป็นหวัด ควรทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้หายไวขึ้น

ช่วงนี้ฝนกำลังตกหนัก แน่นอนว่ามันทำให้เราเป็นหวัดกันได้ง่าย
แต่ถ้าเป็นแล้วควรทำตัวอย่างไรดีเพื่อให้หายไวขึ้น ลองมาทำตามกันดูได้เลย

อย่างแรกคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ใครๆ ก็รู้ มันคือเรื่องพื้นฐานเลย
นั่นก็คือการนอนพักผ่อนให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่วยเป็นไข้แล้วด้วย ควรนอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถ้าสามารถลางานได้ก็อย่าลังเล เพราะสุขภาพของเราสำคัญกว่างาน
ในช่วงนี้ขอมานอนพักผ่อนสักวันคงไม่ทำให้อะไรเสียหายมากนักหรอก

สาเหตุที่สำคัญอีกอย่างที่ควรนอนพักผ่อนอยู่บ้านก็คือ
ถ้าหากว่าเราเป็นหวัดแล้วดันเอาเชื้อไวรัสไปแพร่กระจายที่ออฟฟิศ
ทุกอย่างมันจะแย่ลง
เพราะถ้าทุกคนต้องมาติดหวัดจากเราก็คงทำให้เรารู้สึกแย่ไปด้วย
ทางที่ดีก็คือควรนอนอยู่บ้านไปสักระยะ
รอให้สภาพร่างกายกลับมาเป็นปกติเสียก่อนก็ได้

การรับประทานอาหารก็เช่นกัน ควรทานอาหารที่ย่อยได้ง่าย
ขณะที่การรับประทานผลไม้ให้เยอะเข้าไว้ก็เป็นเรื่องดี
เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินที่จำเป็น ขณะที่น้ำร้อนๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรดื่ม
เพราะมันจะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพกลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้นนั่นเอง

การดื่มน้ำบ่อยๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยชำระล้างเชื้อไวรัส
รวมถึงสิ่งสกปรกออกไปจากร่างกาย
สามารถดื่มเป็นน้ำเปล่าหรือว่าน้ำผลไม้สดที่ไม่ผสมน้ำตาลก็ได้
ทุกอย่างล้วนเป็นผลดีต่อร่างกายทั้งนั้น
ขณะที่อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นหวัดก็คือขนมที่มีส่วมผสมของน้ำตาล
เพราะมันจะทำให้ร่างกายมีความต้านทานเชื้อโรคต่ำ
เมื่อเป็นหวัดแล้วก็จะใช้เวลานานกว่าจะหาย

การทานยาที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อรู้สึกว่าร่างกายของเราเริ่มมีแนวโน้มที่จะ
แย่ลง อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาให้ดีก่อนว่ายาดังกล่าวมีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่
รวมไปถึงว่าเราแพ้ยาตัวนั้นๆ หรือไม่ด้วย
เพราะถ้าไม่ทำอย่างถูกต้องแล้วมันก็จะกลายมาเป็นผลเสียแทนที่จะเป็นผลดี

นี่ก็คือวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการหวัดจากแย่ให้กลายมาเป็นดีขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันไม่ให้เป็นหวัด
เราควรนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ใช้ร่างกายแบบโหมหนักเกินไป
หมั่นออกกำลังกายบ่อยๆ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
นี่แหละคือแนวทางที่ดีที่สุด

แต่ถ้าเป็นหวัดมาแล้วมันก็ช่วยไม่ได้ ลองนำเอาเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้กันดู
และก็ขออวยพรให้คนป่วยทุกท่านหายกันไวๆ…

5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

แน่นอนว่าปัจจุบัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว
หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น
การอาบน้ำให้สดชื่น ซึ่งถือเป็หนนึ่งในกิจวัตรหลักประจำวันอยู่แล้ว
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราอาบน้ำอยู่ในทุกๆวันนั้น
เป็นวิธีที่ถูกต้องและดูแลผิวพรรณเราได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าใครยังไม่แน่ใจ
เราเชื่อว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับหัวข้อที่ว่า 5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว
เริ่มจากอาบแต่น้ำร้อน
คนส่วนใหญ่ มักอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จนชิน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน แต่รู้หรือไม่ว่า การอาบน้ำร้อนบ่อยๆ
เป็นหนึ่งในการทำลายผิวของเราแบบไม่รู้ตัว เพราะทำให้ผิวเป็นขุย อีกทั้งยังเป็นการขจัดน้ำมันบนผิวของเรามากเกินไป
ส่งผลให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันตัวเองได้แบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้ด้วย
อาบนานเกินไป
หลายคงอาจเพลิดเพลินกับการอาบน้ำให้ชุ่มฉ่ำ แต่จริงๆแล้ว การอาบน้ำนาน
ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เมื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำร้ายผิวทางอ้อม
ไม่ต่างอะไรกับการอาบน้ำร้อน เนื่องจากยิ่งอาบน้ำ ยิ่งทำให้ผิวแห้งก้าน และ
ระคายเคืองง่ายกว่าเดิม ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 นาทีเท่านั้น
อาบด้วยครีมประจำ
ในขณะที่เราอาบน้ำที่มีฟองมากจากครีม ก็เท่ากับว่า
เรายิ่งเจอสารเคมีมากเช่นกัน ซึ่งชัดเจนว่า มันจะทำลายน้ำมันหล่อลื่นบนผิว
ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งและหยาบกร้าน เหนือสิ่งอื่นใด เราเข้าใจได้ว่า
หลายคนอาจติดใจกับครีมอาบน้ำ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรใช้ทุกวัน
ใช้ฟองน้ำช่วยขัดถูตัว
เป็นอีกหนึ่งวิธี อาบน้ำที่ไม่ควรใช้ เนื่องจาก ฟองน้ำ ส่วนใหญ่
เป็นตัวสะสมแบคทีเรียและเชื้อราชั้นดี ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ
หนึ่งเดือน หรือ 4 สัปดาห์ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวปกติแทน ที่สำคัญ
ควรทำให้มันแห้ง หลังจากใช้งานเรียบร้อย
เช็ดตัวแรงเกินไป
ปิดท้ายกันที่ หลังอาบน้ำเสร็จ เราไม่ควรเช็ดตัวด้วยความแรงเกินไป
กลับกันควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความอ่อนนุ่ม และ เช็ดตัวพอหมาดๆเท่านั้น
แล้วจากนั้นทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว…

เลือกกินอย่างถูกวิธี ชะลอการเสื่อมวัยของร่างกาย

การกินถือเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพ
การกินอาหารที่ส่งผลดีกับสุขภาพนั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่รู้จักเลือกการกินอาหาร
มีความสุขกับการกินควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีแบบยั่งยืน
1. ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยอาจเน้นอาหารประเภทปลา เช่น ปลาทะเล เป็นพิเศษ
เพราะอาหารประเภทนี้มีโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยปกป้องสมอง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ
2.ห้ามอดอาหารมื้อเช้า อาหารมื้อเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญ นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายไม่หิวมากในช่วงบ่ายแล้ว
ยังควบคุมปริมาณอาหารในมื้อเย็นให้น้อยลงได้อีกด้วย
3.รู้ปริมาณการกิน หากต้องการหาปริมาณการกินเพื่อรักษาน้ำหนัก หรือรูปร่างให้ได้มาตรฐาน
ควรกินอาหารให้ร่างกายได้พลังงานพอๆ กับการใช้พลังงานของร่างกาย
จะได้ไม่เหลือมาเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันทำให้เกิดการอ้วนสะสม
4.รู้สมดุลของพลังงาน แม้จะได้รับการแนะนำปริมาณอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันแล้ว
การคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่ร่างกายควรจะได้รับในแต่ละวัน จึงมี 6 ปัจจัยนี้รวมอยู่ด้วย นั่นคืออายุ รูปร่าง
ส่วนสูง เพศ วิถีชีวิต และสุขภาพโดยรวมของตัวเอง
5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่าลืมว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจะทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น และเครื่องดื่มบางชนิด เช่น กาแฟ
(ที่ใส่นม ครีม และมีรสชาติหวานจัด) ก็เป้นสาเหตุของดรคต่างๆได้
6.ควรชิมอาหารก่อนปรุงรสทุกครั้ง และพยายามไม่ติดอาหารรสจัดเกินไป ถ้าทานรสจืดได้ก็ควรจะทาน
เพราะการไม่ปรุงรสอาหารนั้นจะส่งผลดีกับร่างกายอย่างที่สุด
7.รู้ส่วนประกอบในอาหาร เมื่อจัดเวลาและปริมาณในการกินได้เหมาะสมแล้ว ควรรู้ด้วยว่าสิ่งที่กินคืออะไร
ให้พิจารณาว่ากินแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ อย่างเช่น ข้าวผัดสับปะรด 1 จาน ประกอบด้วย ข้าว
เนื้อกุ้ง หอมใหญ่ พริกหวาน หมูหยอง และผักชีโรย แน่นอนว่าต้องมีซอสปรุงรสและผงกะหรี่ด้วย
พอกินเข้าไปก็จะรู้ว่าจะได้สารอาหารใดบ้าง และสิ่งใดที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย จะได้หลีกเลีี่ยงนั่นเอง
8.กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน การกินอาหารที่ให้โปรตีน  โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น
เต้าหู้ชนิดต่างๆ  สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย เพื่อดีต่อระบบย่อยอาหาร
9.กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ
ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ มีการผลิตที่ถูกต้อง มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม…

หลังจากออกกำลังกายเสร็จ ไม่ควรทำในสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายคือสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่จะทำให้สุขภาพร่างกายเราแข็งแรง แต่หลังจากออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
มันก็มีสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงอยู่ด้วย นั่นก็คือสิ่งต่างๆ เหล่านี้การวอร์มอัพหลังจากออกกำลังกายเสร็จ
บางคนอาจจะสับสนระหว่างการวอร์มอัพและการคูลดาวน์จึงเผลอไปวอร์มอัพกันอีกครั้งหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จใหม่ๆ
อันที่จริงการวอร์มอัพหรือว่าการยืดเส้นยืดสายนั้นเราจะทำไปเพื่อให้กล้ามเนื้อพร้อมต่อการออกกำลังกายเท่านั้น
ดังนั้นแล้วถ้าออกกำลังกายเสร็จ จึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปวอร์มอัพกันอีกครั้ง
อีกทั้งยังอาจเกิดผลเสียต่อกล้ามเนื้อที่จะช้ำมากกว่าเดิมอีกด้วย
สำหรับใครบางคนที่ต้องการคาร์ดิโอ หรือสลายไขมันหลังออกกำลังกายเสร็จ
ก็ควรทำแต่พอดีๆ ไม่ควรหักโหมมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ร่างกายเราต้องใช้แรงมาก ถ้าเกิดว่าทำคาร์ดิโอกันแบบเบาๆ
ไม่ใช่ร่างกายเปลืองจนเกินไปก็ถือว่าเป็นสิ่งที่โอเค เมื่อออกกำลังกายเสร็จ แน่นอนว่าเสื้อผ้าของเราจะชุ่มไปด้วยเหงื่อ
สิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งคือการใส่เสื้อผ้านั้นต่อไปจนแห้งเพราะว่าเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อนั้นอาจเต็มไปด้วยเชื้อโรค
อาจส่งผลให้เป็นโรคผิวหนังหรือว่าเป็นสิวในภายหลังได้ง่ายๆ เลยเดือดร้อนต้องไปหายามาทาอีก
การไม่รับประทานอาหารเลยก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพราะหลังจากออกกำลังกายมาใหม่ๆ
ร่างกายเราจะต้องการพลังงานเข้าไปเสริมเป็นอย่างมาก
เราควรที่จะทานอาหารเข้าไปหลังจากที่ออกกำลังกายมาแล้วไม่เกิน 30 นาที
ซึ่งถ้าช้าไปกว่านี้ ร่างกายของเราจะทำงานหนักขึ้นในด้านระบบย่อยอาหาร
ดังนั้นเราจึงควรที่จะรับประทานอาหารทันทีหลังหายเหนื่อย
โดยให้เน้นอาหารประเภทโปรตีนหรือว่าคาร์โบไฮเดรตจะเป็นดีที่สุด
สำหรับเครื่องดื่มหลังจากที่ออกกำลังกายเสร็จแน่นอนว่าหลายคนต้องมองไปที่เกลือแร่
นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นมาได้จริง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปล่ะก็ไม่ดีแน่
เพราะเครื่องดื่มเกลือแร่นั้นมักจะใส่น้ำตาลเข้าไปด้วย
ถ้าเป็นไปได้ก็ดื่มน้ำเปล่าเย็นๆ ให้ร่างกายสดชื่นเอาแทนจะดีกว่า
นี่ก็คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อออกกำลังกายเสร็จมาใหม่ๆ
เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรักสุขภาพที่ออกกำลังกายอยู่บ่อยๆ
เพราะบางครั้งพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำหลังจากที่ร่างกายเราได้ใช้พลังงานไป
เรียนรู้กันเอาไว้ก็ดีเพื่อที่การออกกำลังกายของเราจะได้มีประสิทธิภาพที่สุด…

ประโยชน์ของการดื่มน้ำมีมากกว่าที่คุณคิด

น้ำเปล่าคือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ลองลง
มาจากอากาศหายใจ ซึ่งน้ำ เป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายมนุษย์
ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ตั้งแต่ 55% ถึง 78% ขึ้นอยู่กับขนาดของร่างกาย
โดยกิจกรรมที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันนั้นทำให้ร่างกายของคนเราสูญเสียน้ำในปริมาณที่แตกต่างกัน
เราจึงต้องดื่มน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนเหงื่อที่ขับออกมาทำให้น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายของเรา
และมีส่วนสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักอีกด้วยโดยวันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการดื่นน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
ซึ่งมีสิ่งที่ดีต่อร่างกายมากมายชนิดที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
1.ขจัดสารพิษในร่างกาย
น้ำนั้นมีส่วนสำคัญกับทุกอวัยวะในร่างกาย
โดยเฉพาะไตที่เป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับสารพิษออกจากร่างกาย
โดยเมื่อไตกรองสารพิษในของเหลวที่อยู่ในร่างกายแล้วก็จะถูกขับออก
มาในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น เหงื่อ และปัสสาวะ
การดื่มน้ำจะช่วยให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น
2.ระบบขับถ่ายดีขึ้น
สำหรับคนที่มีปัญหาในเรื่องของการขับถ่ายการท่านน้ำเปล่ามากๆ
เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นระบบการขับถ่ายให้เป็นปกติ
ลองเพิ่มปริมาณการดื่มให้มากขึ้น จะทำให้ขับถ่ายได้คล่อง
เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะช่วยขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
ทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่าย เช่นเดียวกับการลดน้ำหนัก
การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มท้องและรับประทานอาหารได้น้อยลง
รวมทั้งถ้าหากดื่มน้ำขณะที่กำลังหิว ๆ ละก็จะช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น
แต่การดื่มน้ำก็ยังช่วยเพิ่มการทำงานของระบบการเผาผลาญอีกด้วย
3.หัวใจแข็งแรงขึ้น
การดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและ
หลอดเลือดโดยการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่าการดื่มน้ำมากขึ้นทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง
ดีกว่าการดื่มเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมหรือของหวานว่ากันว่า
การดื่มน้ำเปล่าเพียงแค่ 5 แก้วใน 1 วัน
ก็ช่วยทำให้การทำงานของหัวใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามอย่างน้อยควรดื่มน้ำให้ได้ 8 แก้วต่อวัน
4.ทำให้อารมณ์ดีขึ้น
การขาดน้ำส่งผลต่ออารมณ์และความสามารถในการทำความเข้าใจ
สีของปัสสาวะจะบอกได้ดีถึงระดับของน้ำในร่างกาย ยิ่งสีอ่อนๆ
ร่างกายก็ยิ่งมีความชุ่มชื้น
แต่ในทางกลับกันหากสีเข้มก็แสดงว่าร่างกายอาจกำลังขาดน้ำอยู่
เพราะน้ำนั้นช่วยให้ระบบการทำงานต่าง ๆ ภายในทำงานได้เป็นปกติ
ลืมไปได้เลยกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ
5.ลดอาการอ่อนล้า
น้ำนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยลดอาการอ่อนล้าอ่อนเพลียได้เป็นอย่างดี
ซึ่งสาเหตุหลักๆของการเกิดอาการเหล่านี้สาเหตุก็มาจากอาการขาดน้ำนั่นเอง…

จิตดีชีวิตก็ดี เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตที่จะช่วยให้ชีวิตเรามีคุณภาพขึ้น

สุขภาพจิตถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆ สำหรับคนเรา เพราะถ้าสุขภาพจิตดี
มันจะส่งผลไปถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของเราด้วย
จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องหมั่นดูแลสภาพจิตใจของเรา

ถ้าอย่างนั้นแล้ว เคล็ดลับการดูแลสุขภาพจิตจะมีวิธีใดบ้างล่ะ?
บอกได้เลยว่ามันมีเยอะมากๆ แต่ถ้าเอาที่เป็นหลักๆ ก็ขอยกมาตามนี้
ลองไปปรับใช้ดูกันได้เลย

อย่างแรกสุดคือเรื่องของการพักผ่อน ร่างกายของเราที่โหมทำงานอย่างหนัก
หรือว่าใช้ชีวิตมาอย่างหนักๆ แน่นอนว่ามันต้องการพักผ่อนบ้าง
และการพักผ่อนที่ดีที่สุดคงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการนอนหลับให้เพียงพอ
สังเกตได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรานอนน้อย เราจะหงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ
แต่ถ้าวันใดที่นอนหลับได้ 7-8 ชั่วโมง สมองเราจะปลอดโปร่ง
ทำอะไรก็เป็นไปอย่างไหลลื่น
อีกทั้งยังทำให้เราเครียดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ต่อมาคือการปรับนิสัยให้เป็นคนคิดบวก
สังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดีมักจะดูสดใสร่าเริงอยู่ตลอดเวลา
ใครจะว่าเราโลกสวยก็อย่าได้ไปสนใจ เพราะการที่เรามองบวก คิดดี, พูดดี
และทำดีอยู่เสมอ จะเป็นพลังดึงดูดเอาสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ตัวเรา
ตราบใดก็ตามที่เราไม่ได้โลกสวยจนเกินไปก็ขอให้ทำตามนี้
ถ้าทำจนเป็นนิสัยก็รับประกันได้เลยว่าจะมีสุขภาพจิตดีในระยะยาวแน่นอน

ขณะเดียวกัน การที่เรารายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีทัศนคติในเชิงลบ
ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ปลีกตัวออกมาจะดีกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องอยู่ด้วยจริงๆ
ก็อย่าได้สนิทมากนัก เพราะการที่เราพูดคุยกับผู้คนประเภทนี้มากๆ
จะทำให้เรากลายเป็นคนคิดลบไปโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งจะทำอะไรก็รู้สึกห่อเหี่ยวเอาได้ง่ายๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนต่อสุขภาพจิตของเรา

การฝึกทำสมาธิก็เป็นสิ่งที่จะช่วยขัดเกลาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี
ซึ่งการทำสมาธินั้นก็มีหลากหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็นแนวทางตามความเชื่อทางศาสนา หรือว่าในรูปแบบอื่นๆ
ถ้ามันทำให้สมองเราปลอดโปร่งไปสัก 5-10 นาที เพียงแค่สักครั้งใน 1 วัน
มันก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้ว ปล่อยให้ตัวเองได้อยู่กับความสงบสักครู่หนึ่ง
มันจะช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้น อีกทั้งยังมีสติปัญญาในการรับมือกับสิ่งต่างๆ
ได้ดีขึ้นอีกต่างหาก

การหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตได้เหมือนกัน
ซึ่งการออกกำลังกายนั้นก็แล้วแต่ความสะดวก รวมไปถึงให้เหมาะสมตามวัยด้วย
สังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะดูกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างมาก
นั่นเพราะว่าสุขภาพไม่ได้ดีแค่ร่างกายเท่านั้น
แต่ยังส่งผลไปถึงทางด้านจิตใจอีกด้วย
ดังนั้นถ้ามีเวลาว่างก็อย่าปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
หาโอกาสมาออกกำลังกายดูบ้าง แล้วจะรู้เลยว่ามันดีอย่างไร

นี่แหละคือเคล็ดลับต่างๆ ที่แนะนำให้ลองนำไปปรับใช้กันดู
แล้วสุขภาพจิตจะดีขึ้นแน่นอน…

อาการบาดเจ็บหัวเข่าที่ต้องรีบรักษาก่อนที่อาการข้อเข่าเสื่อมจะถามหา

เชื่อว่าทุกคนที่ออกกำลังกายกันเป็นประจำ น่าจะเคยมีอาการปวดเข่ากันมาบ้าง
มันมาจากการใช้งานร่างกายอย่างหนักแต่ถ้าหนักเกินไปก็ไม่แน่ว่าอาการข้อเข่าเสื่อมอาจถามหา
การออกกำลังกายอย่างเช่นการวิ่งหรือว่ากระโดดเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดอาการปวดเข่าได้ ถ้าเป็นในช่วงอายุน้อยๆ
ส่วนมากนั้นจะไม่ได้มาจากภาวะความเสื่อมของเข่าแต่จะเป็นอาการอักเสบชั่วคราว ซึ่งถ้าหากว่าปล่อยเอาไว้ในระยะยาวแล้ว
ไม่แน่ว่าในอนาคตก็อาจจะเป็นอาการข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกันอาการข้อเข่าเสื่อมอาจเป็นก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน
ถ้าหากว่ามีแรงกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าบริเวณข้อเข่า
ซึ่งจากการวิจัยพบกว่านักวิ่งมาราธอนนั้นมีโอกาสที่จะมีอาการข้อเข่าเสื่อมเมื่อถึง
ช่วงอายุหนึ่งมากกว่าคนทั่วๆ ไปมากถึง 3 เท่าเลยทีเดียวขณะที่นักกีฬาที่เคยมีประวัติเอ็นเข่าฉีกขาด
กระดูกบริเวณเข่าก็จะเสียดสีกันได้มากขึ้นในอนาคตจึงมีโอกาสสูงเช่นกันที่จะมีอาการข้อเข่าเสื่อม
สำหรับอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด สามารถพบได้บ่อยครั้งในกีฬาฟุตบอล
ซึ่งเป็นกีฬาที่ผู้เล่นจะต้องมีการวิ่งเปลี่ยนทิศทางอย่างทันท่วงที
ซึ่งการทิ้งน้ำหนักลงพื้นขณะที่ข้อเข่ายังไม่อยู่ในท่วงท่าปกติก็จะทำให้เอ็นไขว้หน้าเข่าถูกกระชาก และก็มีโอกาสที่จะฉีกขาดได้
ซึ่งอาการบาดเจ็บรูปแบบนี้ถือว่าไม่ใช่เล่นๆ เลยทีเดียวสำหรับผู้ที่มีอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ในช่วงแรกๆ
นั้นจะไม่สามารถลงน้ำหนักได้ขณะเดิน แต่หลังจากนั้นเมื่อผ่านไปสักระยะ
อาการปวดเข่าก็จะค่อยๆ ทุเลา แต่เมื่อกลับไปเล่นกีฬาอีกครั้ง
หรือว่าเดินขึ้นลงบันได ก็จะมีอาการกำเริบขึ้นมาเวลาหัวเข่าต้องหมุนบิด
นี่คืออาการบาดเจ็บหัวเข่าที่ไม่สามารถปล่อยปละละเลยได้
เพราะจะส่งผลเสียอย่างมากในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการรักษาที่ถูกต้อง
โชคดีที่การแพทย์สมัยนี้มีวิธีผ่าตัดซ่อมแซมเอ็นไขว้หน้าเข่าผ่านทางกล้อง
ซึ่งจะนำเอาเส้นเอ็นจากตำแหน่งอื่นมายึดเพื่อทำเป็นเอ็นไขว้หน้าเส้นใหม่
จากนั้นเมื่อปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นสภาพ
ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเล่นกีฬาได้อีกครั้ง
เห็นอย่างนี้แล้วจึงจำเอาไว้เลยว่าเมื่อมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า
โดยเฉพาะอาการเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาด ต้องเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง
เพื่อที่ในระยะยาวจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการข้อเข่าเสื่อม
ซึ่งจะทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างลำบากทีเดียวในบั้นปลาย…

ภาวะ Hypoxia เมื่อร่างกายขาดออกซิเจน ต้องทำอย่างไร? ตอนที่ 2

จากกรณี 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
ที่ทุกคนต่างติดอยู่ในถ้ำเป็นเวลานาน และอยู่บนที่สูง ซึ่งถือเป็นจุดที่มีออกซิเจนเบาบาง
อีกทั้งยังมีน้ำท่วมขังในถ้ำ ซึ่งน้ำได้เข้าไปแทนที่อากาศในนั้น
ทำให้ออกซิเจนที่มีอยู่ยิ่งลดลง หากไม่มีโพรงหรือปล่อง
อากาศจากภายนอกก็ไม่สามารถเข้ามาได้
ขณะเดียวกัน จำนวนคนที่มากขึ้นในถ้ำ
จะยิ่งทำให้เกิดการใช้ออกซิเจนในการหายใจ แล้วปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
ปริมาณออกซิเจนในถ้ำก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ
เราจึงได้ยินข่าวให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นออกจากถ้ำ
เหตุผลคือเพื่อจะได้ไม่แย่งอากาศกัน พร้อมกับต้องรีบพาผู้ประสบภัยออกมาโดยเร็ว
อาการของภาวะพร่องออกซิเจน
สภาพอากาศที่เหมาะสมคือต้องมีออกซิเจนอยู่ในอากาศประมาณ 19.5-23.5%
แต่หากลดลงต่ำกว่า 17% หรือลดต่ำลงเรื่อย ๆ
อาจเกิดผลกระทบกับร่างกายได้หลายอย่าง ซึ่งอาการต่างๆ
ขึ้นอยู่กับปริมาณของออกซิเจน มีดังนี้
– รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม หายใจลำบากขึ้น หายใจถี่ขึ้น ไอ
– หัวใจเต้นเร็วขึ้น
– การรับรู้ตัวลดลง สับสน มึนงง ซึม
– วิงเวียน ปวดศีรษะเนื่องจากหลอดเลือดสมองขยายตัว
– ผิวหนังซีด หรือเขียวคล้ำ
– คลื่นไส้ อาเจียน
– รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ วูบวาบตามตัว มีเหงื่อออกมาก
– รู้สึกกระสับกระส่าย กระวนกระวาย
– การทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน
– การร่วมมือกับบุคคลอื่นลดลง
– มือเท้าชา
– ตาพร่ามัว ลานสายตาแคบลง
– เพ้อ หมดสติ ชัก
– หากออกซิเจนลดลงมาก ๆ จะกระทบต่อระบบหายใจ ระบบเลือด สมอง
ประสาท กล้ามเนื้อ และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จนเสียชีวิตได้
ความรุนแรงของภาวะพร่องออกซิเจน
ในแต่ละคนอาจเกิดอาการพร่องออกซิเจนได้แตกต่างกัน
ระยะเวลาที่เริ่มเป็นและความรุนแรงก็ต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น
– ระดับความสูงในบริเวณที่อยู่ ยิ่งอยู่ในพื้นที่สูงมาก ความกดบรรยากาศ
และความหนาแน่นของอากาศจะยิ่งลดลงตามระดับความสูง
– ระยะเวลาที่อยู่ในระดับความสูงนั้น หากอยู่นานก็มีโอกาสป่วยได้ง่ายกว่า
– ความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย หากเป็นเด็ก คนชรา หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
ก็อาจเกิดอาการได้เร็วและรุนแรงกว่านักกีฬา หรือคนที่แข็งแรง
– การเคลื่อนไหวร่างกาย
ยิ่งร่างกายเคลื่อนไหวก็ยิ่งต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้นไปด้วย
คนที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวมาก อาจเสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนได้มากขึ้น
– ภาวะทางจิตใจ ความวิตกกังวลจะทำให้เราหายใจสั้นและถี่ขึ้น
ทำให้สมองได้ออกซิเจนน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ออกซิเจนอาจค่อย ๆ ลดลงโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น
หากลองสังเกตตัวเองว่าเริ่มรู้สึกหายใจลำบาก หรือเริ่มมึนงง
ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนได้ว่า เราควรรีบออกมาจากบริเวณนั้นได้แล้ว
เพื่อป้องกันการเกิดภาวะพร่องออกซิเจนที่รุนแรง…

กิจกรรมเผาผลาญแคลอรี่สำหรับแม่บ้าน-คนวัยทำงาน

การออกกำลังกายหายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี
แต่ทว่ามักจะไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมเหล่านี้สักเท่าไหร่
ด้วยเหตุผลยอดฮิตที่ได้ยินกันบ่อยๆว่า “ไม่มีเวลา”
ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่
แต่วันนี้เรามีกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนวัยทำงานไม่มีเ
วลา

แต่หารู้ไม่ว่ากิจกรรมประจำวันของคุณนั้นสามารถเผาผลาญพลังงานไ
ด้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่ว่าต้องลองมาหาวิธีเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
แม้ว่าคุณจะต้องอยู่ที่ทำงานตลอดทั้งวัน อย่างน้อย ๆ
ก็ดีกว่าการนั่งเฉยๆ อยู่ที่โต๊ะตลอดทั้งวัน
1.เปลี่ยนวิธีการเดินทางไปทำงาน
การเปลี่ยนวิธีการออกไปทำงานในแต่ล่ะวัน
ก็ช่วยให้ในการเผาผลาญพลังงานได้ดีเช่นกัน
เช่นการเดินหรือปั่นจักรยานไปทำงานได้ยิ่งดี
แต่ถ้าระยะทางไกลถ้าไม่ได้ขับรถเอง
คุณอาจจะลงก่อนหนึ่งที่ทำงานสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ได้มีโอกาสเดินสัก
10-15 นาที ก่อนถึงที่ทำงาน ถ้าขับรถไปทำงาน
ยอมจอดรถให้ไกลและเปลี่ยนจากการขึ้นลิฟต์มาใช้บันไดแทน
อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่ช่วยให้คุณได้ใช้พลังงานในแต่ล่ะวันมากขึ้นมัน
ก็คุ้มเหมือนกัน
2.ยืนบ้าง
แน่นอนพลังงานออฟฟิศมักจะนั่งทำงานตลอดทั้งวัน
เพียงคุณเปลี่ยนวิธีด้วยการยืนขึ้นยืดเส้นยืดสายมือมีโอกาสทุกครั้ง
เช่นในขณะที่คุณคุยโทรศัพท์ในงาน แทนที่จะนั่งคุย

คุณสามารถยืนคุยแทนได้ หรือ ถ้าใช้มือถือ ก็สามารถเดินไปมา
พร้อมกับการคุยได้
3.ออกกำลังกายเมื่อมีเวลา
ในการไปทำงานทุกวันหรือทุกๆชั่วโมง
มักจะมีช่วงเวลาของการพักเบรกอยู่แล้ว
เปลี่ยนจากการที่ไปนั่งเมาท์จีบกาแฟลองเปลี่ยนมาเป็นการเดิน
หรือการยืดกล้ามเนื้อแบบเบา ๆ
โดยเฉพาะการยืดกล้ามเนื้อบริเวณสะบักที่มักเป็นปัญหาของคนทำงาน
โดยการก้มศีรษะเอาคางชิดอกให้กล้ามเนื้อด้านหลังคอและสะบักได้ยืด
ออก และพยายามยกไหล่ขึ้นไปหาหู เพื่อยืดสะบัก
4.เอาอุปกรณ์ออกกำลังกาบไว้ที่โต๊ะทำงาน
การพกอุปกรณ์เล็กๆ ที่ใช้ในการออกกำลังกายอย่าง ดัมเบลล์
ไปไว้ที่โต๊ะทำงานของคุณ
ก็จะช่วยให้คุณมีนิสัยอยากจะออกกำลังกายมากขึ้น
ในช่วงเวลาพักหรือเวลาว่างก็สามารถทำได้
5.ทำตัวให้เร่งรีบอยู่ตลอดเวลา
ถ้างานที่คุณทำต้องเดินอยู่แล้ว ลองเดินเร่งให้เร็วขึ้น
อย่าลืมที่จะยืดหลังให้ตรง อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตรง
และพยายามหายใจให้เต็มปอดในขณะที่เดิน ถ้าเดินมาก
อย่าลืมเลือกรองเท้าช่วยรับแรงกระแทก ป้องกันหัวเข่าของคุณด้วย
ซึ่งจะช่วยให้คุณเป็นคนที่แอคทีฟตลอดเวลา…