Blog

แต่งหน้าไปเชียร์กีฬาอย่างไร ให้ได้ออกกล้อง!

ปัจจุบันการไปเชียร์กีฬาที่สนามเป็นกิจกรรมที่นิยมสำหรับสาว ๆในช่วงวันหยุด ไม่ว่าจะไปกับกลุ่มเพื่อน หรือไปกับแฟนหนุ่ม
ทุกสถานการณ์อาจเกิดได้ทั้งสิ้น ซึ่งการแต่งหน้าไปยังสถานที่ที่คนเยอะอากาศอาจจะร้อนอบอ้าว รวมถึงโชคร้ายที่สุดอาจจะเจอฝน
อุปสรรคเหล่านี้ทำให้สาว ๆ ต้องเตรียมพร้อม เพื่อเมคอัพที่แต่งไปมันเยิ้มจนคนข้าง ๆ ตะลึงได้ วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากสาว ๆ
ที่ต้องแต่งหน้าเพื่อไปเชียร์กีฬา จะได้ลองประยุกต์คำแนะนำนี้ลองใช้ดู
เผื่อได้หนุ่มสายสปอร์ตมาควงเพิ่มไม่รู้ตัว
ขั้นตอนแรกของการแต่งหน้าไม่เมือกไม่เยิ้ม ก็คือการลง “ไพรเมอร์” Primer
ซึ่งเครื่องสำอางชนิดนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายกับสีรองพื้นการเพ้นท์สีบนผืนผ้าใบ เพราะไพรเมอร์จะช่วยปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียนเวมอกัน
พรางรูหุมขน ทำให้เครื่องสำอางติดทนขึ้น หน้ามันน้อยลง เวลาที่เหงื่อออกตัวไพรเมอร์จะทำหน้าที่คล้ายกับกำแพงกั้นระหว่างผิวจริงและรองพื้น
หน้าจึงไม่เมือก หรือมันจนเครื่องสำอางลบออกอย่างง่ายดายอีกทั้งยังทำให้ตอนแต่งหน้าเสร็จจะสวย และสีต่าง ๆ
ที่แต่งแต้มบนใบหน้าจะทนทานมากขึ้นอีกด้วยหลังจากที่ไพรเมอร์ได้เป็นกำแพงเคลือบผิวจริงเอาไว้แล้ว
ขั้นตอนต่อมาคือลง “รองพื้น” หรือ Foundationเนื่องจากเราต้องไปเผชิญกับอาการศที่ร้อนอบอ้าว
แนะนำให้เลือกรองพื้นชนิดที่บางเบา ไม่หนักหน้าจนเกินไปเพราะหากเลือกสูตรที่เป็นเนื้อครีมหนัก ๆ เพราะต้องการการปกปิด
แต่เมื่อออกแรงเชียร์ และเหงื่อที่ออกเพิ่มขึ้นอาจทำให้รองพื้นที่โบกไปจนหนาไหลเยิ้มจนเป็นคราบได้
ดังนั้นการเลือกรองพื้นสูตรน้ำคงเป็นทางออกที่ดีโดยรองพื้นสูตรน้ำมีข้อดีคือไม่ก่อมห้เกิดสิวอุดตัน
ทำหน้าที่เป็นครีมบำรุงผิวที่เจือสี เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับใบหน้าแถมได้ลุคที่ดูเนียนเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญไม่ควรเลือกรองพื้นที่มีกลิตเตอร์
เพราะจะทำให้หน้าสะท้อนกับแสงเพิ่มความเงาและมันเมือกได้ง่ายเลยทีเดียว
หลังจากเซ็ตผิวได้ดีแล้ว มาถึงขั้นตอนการแต่งแต้มสีสัน โดยเลือกใช้
“ลิปสติกและบรชออนแบบน้ำ” หรือ Stain เครื่องสำอางชนิดนี้เป็นทินต์น้ำใส ๆอยู่ในหลอดเหมือนปากกาเมจิก สีเข้มจิดทน ไม่อุดตัน และไม่หนักผิว
ไม่เปื้อนหรือเลอะเวลาที่โดนเหงื่อเพียงใช้แต้มบนแก้มและปากจากนั้นใช้นิ้วเกลี่ยเบา ๆ
รอให้แห้งก็จะซ็ทตัวป็นเนื้อแมท ติดทนนานหลายชั่วโมงเลยทีเดียวแก้มและปากมีสีสันแล้ว ขนตาและคิ้วก็ควรลง “มาสคาร่า” ด้วย
ซึ่งรูปแบบที่เลือกควรเป็นชนิดกันน้ำ หรือ waterproofเพราะจะช่วยลดการหลุดลอกและเป็นคราบเมื่อโดนน้ำ
แต่หากในกรณีฉุกเฉินที่มาสคาร่าเกิดเปื้อนทำให้ตาเป็นแพนด้าขอให้เอากระดาษทำความสะอาด หรือทิชชู่เปียก ค่อย ๆ เช็ดที่ขอบตนหรือคิ้วส่วนที่เปื้อน
จะช่วยให้ตาแรคคูนสว่างสดใสอีกครั้ง…

รู้จัก ไก่ พิริ พิริ และ พุดดิ้งผลไม้สด คุณค่าแห่งร่างกาย

แน่นอนสุขภาพที่ดีมันควรมาจากอาหารวันนี้จึงสิ่งที่ต้องมาแนะนำในการดูแลร่าง
กายให้มีความแข็งแรงอีกทั้งยังสามารถทำให้พฤติกรรมควบคุมอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วยเริ่มจาก
ไก่พิริ พิริ อาหาร สไตล์ โปรตุเกส
ที่บอกได้เลยว่ามีข้อดีในเลือกสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายและสามารถควบ
คุมน้ำหนักได้อีกด้วย มันฝรั่งมีโปรตีนที่มีคุณภาพเพราะเป็นแหล่งรวมพลังงาน
และให้ความผักกาดหอม เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน ผักกาดหอม, พริกพร พริ
แคลอรี่ และไขมันที่ต่ํากว่าเนื้อชนิดอื่น ๆ อบอุ่นแก่ร่างกาย มีสารเพกทิน ซึ่งเป็น
อย่างดี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็น ซึ่งจะช่วยให้การควบคุมน้ําหนัก และสารชนิดหนึ่งในประเภทคาร์โบไฮเดรต
ที่สาเหตุของมะเร็ง และป้องกันภาวะ เสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนที่สึกหรอ บํารุงผิว
จะช่วยทําให้การบีบ และคลายตัวของ หลอดเลือดแข็ง นอกจากนี้ยังมีสารแลก
เส้นผม, เล็บ และกระดูกได้เป็นอย่างดี ลําไส้ทํางานได้ดีขึ้น แต่ควรทานใน
ทูคาเรียม ที่ช่วยให้คลายกังวล และผ่อน
นอกจากนี้เนื้อไก่ยังเป็นแหล่งกําเนิดขึ้น ปริมาณที่พอเหมาะ และหลีกเลี่ยงการ
คลายได้อีกด้วยติของกรดอะมิโนลิวซีน
ซึ่งจะทําชุ่มน้ํามันเพราะทําให้น้ําหนักขึ้นได้ง่าย ความเผ็ดของพริกพร พร
ช่วยบรรเทา – หน้าที่ยับยั้งการสลายตัวของกล้ามเนื้อาการไข้หวัด ลดน้ํามูก
และสําหรับผู้ที่เป็นหอบหืด ภูมิแพ้
และจะช่วยทําให้เร่งการย่อยอาหารให้เร็วยิ่งขึ้นหลอดลมขยายตัวได้ดี ไม่หดเกร็ง
เป็นแหล่งรวมวิตามินบี 12 ที่ช่วยบํารุง การทํางานเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งช่วยป้องกัน
อาการเหนื่อยล้าได้ง่าย มีความสดชื่น มากขึ้นกว่าเดิม
ส่วน พุดดิ้งผลไม้สด อาหารว่างเพื่อสุขภาพ ออร์แกนิก 100%
มีส่วนประกอบหลักจาก ผลไม้สดสามชนิด อย่าง กระเจี๊ยบ เสาวรส และฝรั่ง
เมนูขนมหวานที่ไม่ใส่ น้ําตาล, ไม่มีไขมัน, ไม่ใส่กลูเตน, ไม่ใส่ วัตถุกันเสีย
รวมถึงปลอดเจลาติน จะใช้ สารเพคตินที่มีอยู่ในตัวผลไม้อยู่แล้วทําให้
เซ็ตตัวเป็นพูดดึงเอง ซึ่งเพคตินเป็นสารละลายน้ําได้เป็นสารที่สกัดจาก ผลไม้
นิยมนํามาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร
เพคตินจะเกิดเป็นร่างแหในขณะที่ต้ม น้ําตาลกับผลไม้ทําให้เกิดเป็นวันขึ้น โดย
ผลไม้ที่มีเพคตินสูงคือ กระเจี๊ยบ มะขาม ฝรั่ง มะกอกน้ํา เสาวรส มะดัน ชม เป็นต้น
เหมาะสําหรับทานเป็นของว่าง ระหว่างมือหรือก่อนเล่นกีฬาได้เป็นอย่างดี
การรับประทานของว่างระหว่างมือจะช่วย
ให้ร่างกายรับสารอาหารได้ดีกว่าการรับ ประทานอาหารเป็นมือใหญ่ เพราะการรับ
ประทานที่ละน้อยจะช่วยรักษาระดับ น้ําตาลในเลือด อินซูลิน และไขมัน ไม่ขึ้น
สูงจนเกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับการรับ ประทานอาหารมื้อหลักที่ใช้เวลาย่อยนาน
กว่า ยกตัวอย่างเช่น คนเป็นเบาหวาน…

เทคนิคการรักษาดวงตา

อวัยวะที่ถูกใช้ในชีวิตประจำมากที่สุดก็คือ ดวงตา ดวงตาคือสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต
และเป็นอวัยวะที่เปราะบางมากที่สุด หากดวงตาไม่ดีหรือใช้งานไม่ได้แล้ว
การใช้ชีวิตประจำวันคงต้องเกิดปัญหาอย่างมาก วันนี้จึงมาแนะนำการถนอมดวงตา เพื่อให้ดวงตามีสุขภาพดี
1. หัวใจหลักของการดูแลสุขภาพตา สิ่งแรกต้องเป็นการไม่ใช้ดวงตาจนเกินขอบเขต เช่น
ไม่ควรอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือไม่อ่านหนังสือในที่แสงน้อย
ถ้าจำเป็นล่ะก็ให้พักสายตาด้วยการมองต้นไม่ใบหญ้าหรืออะไรที่มันเป็นสีเขียว
2. กินอาหารที่มีวิตามินเอเป็นส่วนประกอบอย่าง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ฝักทอง
ที่จะช่วยในเรื่องรักษาดวงตาให้ไม่เสื่อมสภาพไว
3. สวมเเว่นกันเเดด เมื่อออกไปในบริเวณที่มีแสงแดด ช่วยถนอมสายตาได้เป็นอย่างดี
4. หนุ่มที่ขับขี่จักรยานยนต์ ควรสวมหมวกนิรภัย (หมวกกันน็อค)เพื่อความปลอดถภัย และลมเข้าปะทะดวงตา
5. จัดการอาการตาบวม ช้อนสะอาดเเช่ตู้เย็นจนเย็นเฉียบ มาประคบที่เปลือกตาเบาๆ
จะทำให้อาการบวมบรรเทาลง
6. การใช้มือขยี้ดวงตา อาจเกิดการติดเชื้อและเกิดอาการตาอักเสบได้ หากเกิดการระคายเคืองตา
ให้ใช้น้ำสะอาดล้างแทน
7. การใช้สายตาในการอ่านสือต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป อาจทำให้ตาเกิดอาการล้าได้
ถ้าเลือกได้ควรเลือกอ่านจากกระดาษที่มีสีเหลืองอ่อนๆ จะช่วยลดแสงสะท้อนได้ดีกว่ากระดาษที่มีสีขาว
8. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น มีสุขภาพดี รวมทั้งดวงตาของเราด้วย
9. หมั่นกะพริบตาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะทำให้น้ำมาหล่อเลี้ยงดวงตา ไม่เกิดอาการแสบตาหากตาบวม
สามารถรักษาได้โดยการเอาช้อนแช่เย็น มาแตะเบาๆ ตรงบริเวณที่บวม
10. ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ควรพักสายตาอยู่เป็นระยะๆ เช่น หากมองจอคอมพิวเตอร์ ก็หันมองทางอื่นบ้าง
หรืออ่านหนังสืออยู่ ก็หลับตาพักสายตาบ้าง
การแก้อาการเบื้องต้น
1.กระพริบตาบ่อยขึ้น
อาการตาแห้งส่วนใหญ่มักเกิดจากดวงตาเรากระพริบตาน้อยลง จนทำให้ตาเราแห้ง ขาดความชุ่มชื่น
อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยอัตโนมัติจาก 20 – 22 ครั้ง ต่อนาที เหลือเพียง 6 – 8 ครั้งต่อนาที เพราะฉะนั้น
อย่าลืมกระพริบตาบ่อยๆ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นได้
2.ประคบเบาๆ รอบดวงตา
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแตงกวาแช่เย็น วางไว้บนดวงตา ประคบเบาไปรอบดวงตา พร้อมหลับตาสัก 2- 3 นาที
2 เวลา ก่อนพักเที่ยง หลังเลิกงาน จะช่วยให้ดวงตาเราสบายสดชื่นขึ้น
3.บริหารดวงตา
จ้องไปที่บริเวณปลายปากกาตลอดเวลา ค่อยๆเลื่อนปากกาเข้ามาใกล้ดวงตาจนกระทั่งเห็นปลายปากกาเป็นภาพซ้อน จ้องปลายปากกาทิ้งไว้สักครู่
แล้วจึงเลื่อนปลายปากกาให้สุดมืออีกครั้งช้าๆ ทำซ้ำไปมาประมาณ 40 รอบต่อครั้ง ประมาณ 5 ครั้งต่อวัน
4.ใส่คอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี
หากต้องใส่คอนแทคส์เลนส์ ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กระจกตา รวมถึงหลีกเลี่ยงลม
หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่ให้กระทบบริเวณดวงตาหรือใบหน้า
5.ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
การตรวจเช็กสุขภาพตาที่โรงพยาบาลประจำปี เพื่อวัดความดัน เช็กจอประสาทตาและความผิดปกติ เพราะโรคตา
บางทีอาจแสดงอาการไม่รุนแรง ถ้าตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาได้ทันท่วงที
6.อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า
และมีตาพร่าได้
อาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น
1.ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ
2.ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง
3.ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์
4.ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว
5.หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก
6.ธัญพืช
7.ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท…

ครีมกันแดด เลือกอย่างไรให้คุ้มค่า ปกป้องผิวอย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยในวันนี้เรียกได้ว่ามีสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแดดแรงจนต้องเรียกว่ากรุงแบกแดดก็น่าจะเหมาะกว่า
ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ขาดไม่ได้หากต้องการออกจากบ้าน
เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างไรก็ตาม การเลือกซื้อครีมกันแดด
ควรเลือกให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการใช้งานที่สุดวันนี้เราได้รวบรวมเคล็ดลับในการเลือกครีมกันแดดมาแนะนำคุณดังนี้
กันได้ทั้ง UVA และ UVB
ครีมกันแดดส่วนใหญ่จะมีแต่ค่า SPF ที่สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้เท่านั้น
ซึ่งไม่เพียงพอที่จะดูแลผิวให้พ้นจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดได้
คุณจึงควรเลือกครีมกันแดดที่สามารถปกป้องผิวได้ทั้ง UVA และ UVB ซึ่งต้องมีทั้งค่าSPF และค่า PA นั่นเอง
ดูค่า SPF ให้ดีหลายคนเข้าใจว่า ยิ่งใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง
ก็สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ครีมกันแดดที่มีค่า
SPF สูงๆ ก็ไม่ได้ดีเสมอไป เพราะอาจทำให้ผิวเกิดการแพ้และระคายเคืองได้ง่าย
แถมยังทำให้ผิวได้รับสารเคมีมากเกินไป ซึ่งโดยปกติแล้ว ครีมกันแดดที่มีค่า SPF15ก็สามารถปกป้องผิวได้อย่างน่าพอใจแล้ว
การเลือกใช้ครีมกันแดด สำหรับคนผิวขาวอมชมพูแบบเอเชียควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ ตั้งแต่ SPF 30-45
เนื่องจากผิวแบบนี้เป็นผิวที่มีความบอบบางมากทำให้เกิดปฏิกิริยากับแสงแดดได้อย่างรวดเร็ว
จึงมีโอกาสผิวเสียง่ายกว่าสภาพผิวแบบอื่นๆการเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวคล้ำ
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF ต่ำๆ คือ SPF 15 เพราะผิวแบบนี้ เป็นผิวที่มีเมลานินสูง
หรือถูกแสงแดดทำร้าย จึงทำให้ผิวคล้ำเสียอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ถึงกับผิวไหม้การเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวขาวแบบชาวยุโรป
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF สูงๆ ตั้งแต่ SPF 45-60เพราะเป็นอีกหนึ่งสภาพผิวที่มีความบอบบางมาก
จึงอาจเกิดการแพ้และมีโอกาสเกิดผิวไหม้จากการโดนแดดเผาได้ง่าย
วิธีการเลือกครีมกันแดด สำหรับคนผิวเหลืองแบบเอเชีย
ควรเลือกครีมที่มีค่า SPF แบบกลางๆ คือ SPF 30 เพราะผิวแบบนี้จะมีความบอบบาง
แต่ก็มีเมลานินสูงเช่นกัน ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดการไหม้จากแสงแดดได้ดี
ครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องออกแดดบ่อยๆ ลองมาเลือกครีมกันแดดตามวิธีที่เราแนะนำกันดู
เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเลือกครีมกันแดดได้อย่างคุ้มค่า
และช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว…

อาหารที่ดีต่อร่างกายชายหนุ่ม

อาหารอะไรบ้างที่ผู้ชายอย่างเราควรกิน เพื่อบำรุงเส้นผม
มีผลดีต่อสุขภาพผิวซึ่งเรามีข้อมูลเรื่องนี้มาฝาก

1. ข้าวกล้อง สารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวในข้าวกล้องคือ ซีลีเนียม
และเนื่องจากในข้าวกล้อง มีปริมาณของซีลีเนียมสูง แร่ธาตุดังกล่าว
มีส่วนช่วยในการลดสิวในวัยผู้ใหญ่ เมื่อไปรวมเข้ากับวิตามินอี นอกจากนั้น
ยังช่วยลดรังแค และกระตุ้นให้ผมงอกออกมาเร็วยิ่งขึ้น ธาตุซีลีเนียมนี้
นอกจากจะมีในข้าวกล้องแล้ว ยังมีอยู่ในอาหารชนิดอื่นอีกเช่น ทูน่า กระเทียม ไข่
เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อไก่งวง

2. แครอท มีสารอาหารที่สำคัญต่อผมและผิวคือ วิตามินเอ เมื่อเราอายุมากขึ้น
ผิวหนังของเราจะได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่สมดุลย์ของอนุมูลอิสระ
เคมีต่าง ๆ จะก่อทำให้เซลผิวหนังเสื่อมสภาพ เกิดริ้วรอย สูญเสียความยืดหยุ่น
และสารอาหารที่จะช่วยชลอการเกิดกระบวนการดังกล่าวนี้ก็คือวิตามินเอ
ซึ่งจะมาในรูปของเบต้า แคโรทีน
ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
นอกจากแครอทแล้ว ยังมีอาหารที่ให้คุณค่าเช่นเดียวกันคือ มันหวาน
และพริกหยวก

3. เนื้อวัว ให้โปรตีน ซึ่งนับว่าเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพที่ดี ผิวสวย
ผมหนาเงางาม เพราะโปรตีน จะช่วยไม่ให้ผิวและผม แห้งเปราะ กระตุ้นให้ผมงอก
และช่วยซ่อมแซมผิวหนัง นอกจากเนื้อวัวแล้ว ก็ยังมีแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพอื่น ๆ
อีกเช่น ปลา เนื้อหมู และเนื้อแดงอื่น ๆ เช่น เนื้อแกะ ซึ่งมีซิงค์สูง
รวมไปถึงอาหารพวกโยเกิร์ต ซึ่งมีวิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเธนิค
ที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ป้องกันไม่ให้ผมร่วง

4. มะเขือเทศ มีวิตามินซี เป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจน ทำให้ผิวกระชับ ดูอ่อนวัย
อีกทั้งยังช่วยปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด

ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง นอกจากมะเขือเทศแล้ว
ยังมีอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่แพ้กันคือ พริกหยวก บร็อคโครี่ และ ผักโขม

5. แซลมอน สิ่งที่มีประโยชน์ต่อผมและผิวมากก็คือ กรดไขมัน
ซึ่งเรียกว่าเป็นไขมันดี มีประโยชน์ต่อเซลผิวหนัง เพราะมีโอเมก้า 3
ช่วยทำให้เยื่อบุเซลผิวหนังมีความสมบูรณ์ ช่วยเก็บรักษาน้ำในผิว
และยังช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี แหล่งอาหารอื่น ที่มีกรดไขมันได้แก่
เมล็ดทานตะวัน และปลาฉนาก

6. กาแฟ มีคาเฟอีน มีส่วนช่วยให้ผิวหนังไม่แห้ง
สามารถนำมาใช้ทาในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มลื่น
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Harvard ด้วยว่า การดื่มกาแฟวันละแก้ว
ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

7. ผักโขม มีวิตามินอี ช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นของผิวตามธรรมชาติ
และยังช่วยลดการอักเสบ และการเกิดสิว ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ลดความเสียหายจากการถูกแสงแดดแผดเผา แหล่งอาหารอื่น
ที่ให้คุณค่าอาหารเช่นเดียวกัน ได้แก่ แอพพารากัส โอลิฟ ถั่ว และธัญพืช

8. น้ำ ช่วยล้างพิษในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยเพิ่มความหนาแน่น ความหนา
ให้กับผิว ช่วยการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวไม่แห้ง
และน้ำยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
แหล่งอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ๆ ได้แก่ ผักและผลไม้…

ตะไคร้ สมุนไพรที่ใครก็ชอบ

ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน
มีลักษณะคล้ายหญ้า และมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว
จัดอยู่ในวงศ์หญ้า แบ่งออกได้เป็น 6 ชนิด คือ ตะไคร้หอม,
ตะไคร้กอ, ตะไคร้ต้น, ตะไคร้น้ำ, ตะไคร้หางนาค และ ตะไคร้หางสิงห์
ซึ่งนอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร
และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น
อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่นหรือการสกัดเป็นยารักษา
โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียและยีสต์ได้นอกจากนี้
ตะไคร้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เช่น
วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ
ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้
หรือช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือนอย่างไรก็ตาม
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผล
ของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัดและไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์
โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ อาทิเช่น
ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
จึงมีการค้นคว้าที่นำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองใช้สารสกัดจากตะไคร้ผลิตน้ำยาบ้วนปาก
แต่สุดท้ายพบว่ามีดับกลิ่นได้ทว่ามีประสิทธิผลต่ำต่อการต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส
ยับยั้งเชื้อราในช่องปาก ตะไคร้มีผลช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้
แต่ประสิทธิผลในการรักษาเชื้อราในช่องปากยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน
และการวิจัยทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น
จึงต้องมีการค้นคว้าในด้านนี้ต่อไป
ป้องกันยุงและตัวริ้น โลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้
มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นได้สูงสุดประมาณ 5 ชั่วโมง
และมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ประมาณ 3 ชั่วโมง
ซึ่งถือว่ายังมีอัตราที่ต่ำ เมื่อเทียบกับผลที่หวังเอาไว้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม การบริโภค ตะไคร้ ก็มีปริมาณที่กำหนด
ไม่ว่าจะกินหรือทานก็ไม่ควรมากเกินความจำเป็นเพราะการสูดดมตะไคร้นานๆ อาจทำให้ปอดเป็นพิษได้
ซึ่งในรายของคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์, คุณแม่ที่ให้นมบุตรและผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงตะไคร้
สรุปแล้ว ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชนครอบคลุมในทุกบริบทของผู้คนชาวไทย กระนั้นก็ยังไม่มีเอกสารทางการแพทย์แน่ชัดว่าแท้จริงแล้ว
ตะไคร้ มีประโยชน์สูงสุดในด้านใดและควรบริโภคมากน้อยเพียงไร เพื่อไม่ให้เกิดโทษ…

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง
น้ำหนักเกินกลายเป็นปัญหาที่หลายคนส่วนใหญ่เจอและมักเลือกที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการเลือกทานอาหารให้มากขึ้นเพื่อให้มีสุขภาพดี
และดูหุ่นดีอยู่เสมอซึ่งอาหารเสริมกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน
ซึ่งในยุคนี้อาหารเสริมนั้นมีให้เลิกมากมายหลายแบรนด์และหลายรูปแบบที่จะมาช่วยในเรื่องต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง
ดังนั้นเราจึงขอแนะนำวิธีเลือกอาหารเสริมที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์มากขึ้นมาให้ได้ศึกษากัน

มาตรฐานการผลิต
เริ่มกันที่อย่างแรกคือเราต้องดูจากมาตรฐานการผลิตก่อนเพื่อดูว่ามีความปลอดภัยหรือไม่
ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะเป็นขั้นตอนแรกที่จะบ่งบอกได้ว่าสินค้านั้นสะอาด
และได้มาตรฐานหรือไม่นั่นเอง โดยหากสินค้ามีตัวอักษรว่า GMP หรือ FDX หรืออย.
ก็ถือว่าอาหารเสริมตัวนั้นได้รับการรับรองระดับมาตรฐานสากลสะอาด และปลอดภัยแน่นอน
ถ้าอาหารเสริมแบรนด์ไหนที่ไม่มีอย.แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงโดยด่วน เพราะนี่อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งเมื่อเราทานเข้าไปแล้วอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายก็เป็นได้แถมยังต้องเสียเงินแบบสูญเปล่าอีกด้วย

วัตุดิบ-ส่วนประกอบในอาหารเสริม
โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารเสิรมมักถูกผลิตขึ้นมาโดยเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนักของผู้ทาน
โดยจะสกัดส่วนผสมมาจากวัตถุดิบในธรรมชาติซึ่งในแต่ละตัวก็จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับผู้บริโภคแล้วเราควรจำเป็นอย่างยิ่งว่าสรรพคุณในอาหารเสริมตัวนั้นๆเป็นอย่างไรให้ประโยชน์
อะไรบ้าง และที่สำคัญมันจะส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง
เพราะหากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนจะตัดสินใจ
รับประทานอาหารเสริมตัวนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวหรือไม่มีอาการแพ้อะไรก็สามารถรับประทานได้สบายๆไม่ต้องเป็นกังวล
แต่ก็ควรศึกษาอาหารชิ้นนั้นๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเอง

สรรพคุณ
แน่นอนว่าโดยส่วนมากแล้วสรรพคุณของอาหารเสริมจะช่วยในเรื่องผิวสวยใสโดยเฉพาะการลดน้ำหนัก
ที่เกือบจะมีอยู่ในตัวสินค้าทุกแบรนด์
เพราะเมื่อมีสรรพคุณเหล่านี้จะช่วยให้สินค้าเหล่านั้นเพิ่มคุณค่ามากขึ้น
และได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอย่างแพร่หลายแถมยังโดนใจกลุ่มสาวๆ
ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการขายอาหารจำนวนมากเลยทีเดียว

ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า
นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากๆเพราะมันจะเป็นตัวช่วยบอกว่าแบรนด์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือชือได้มากแค่ไหน
โดยทุกวันนี้มีแบรนด์หลายเจ้าส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดมากมาย
ซึ่งจะสามารถดูความน่าเขื่อถือได้จากรีวิวของผู้ใช้ต่างๆหรือผู้ที่เคยได้รับการใช้งานจริงมาแล้ว
ยิ่งหากเป็นการรีวิวโดยตรงจากดาราที่ใช้งานมาแล้วจริงๆก็จะมีความน่าเชื่อถือในแบรนด์มากขึ้น…

ทำความรู้จักอาการโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ภัยร้ายจากโรคเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเป็นกันจำนวนมากไม่ได้มีเพียงโรคมะเร็งอีกต่อไปเมื่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นอีกโรคหนึ่งที่คร่า
ชีวิตผู้คนไปแล้วมากมายแถมยังดูร้ายแรงกว่าโรคมะเร็งด้วยซ้ำเพราะบางครั้งคนบางคนที่เราเห็นยังแข็งแรงดีๆอยู่ก็อาจเสียชีวิตด้วยโรคนี้ได้โดยฉับพลันเหมือนกัน
โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็คือโรคที่เกิดจากอาการหลอดเลือดแดงที่ทำหน้าที่พาเลือดไปเลี้ยงหัวใจเกิดตีบตันจนนำมาซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตนั่นเอง
การเกิดโรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากอาการที่มีไขมันและเนื้อเยื่อบริเวณผนังหลอดเลือดไปสะสมเยอะจนเกิดไป
ซึ่งส่งผลให้เยื่อบุตรงบริเวณผนังหลอดเลือดก่อตัวกันหนาขึ้น
และทำความกว้างของหลอดเลือดที่จะนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจแคบลงจนไม่สามารถนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ
ได้มากเพียงพอทำให้ออกซิเจนที่มีก็น้อยลงตามไปด้วย
และอาการที่ตามมาก็คือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั่นเอง โดยหากเส้นเลือดมีอาการอุดตัน
ซึ่งอาการแรกที่จะสามารถสังเกตุได้คือรู้สึกแน่นที่หน้าอกหายใจไม่ค่อยออก
ซึ่งมีที่มาจากเส้นเลือดที่อุดตันนั่นเองที่อนตรายไปมากกว่านั้นคือเมื่อเลือดที่แข็งตัวไปอุดตันเกิดแตกออกก็จะกลายเป็นลิ่มเลือด
และทำให้นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยตายอย่างเฉียบพลันที่จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอีกหลายอย่างจนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด
การเกิดโรคนี้มีปัจจัยความเสี่ยงอยู่หลายอย่างเช่นคนในครอบครัวหากมีใครป่วยเป็นโรคนี้อยู่ก็สามารถติดต่อแพร่มาสู่คนในครอบครัวได้เล่นกัน
ซึ่งทำให้โอกาสป่วยเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยหรือหากอายุมากขึ้นก็ทำให้เกิดภาวะโรคนี้ได้เช่นกัน
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีหลายคนที่เป็นโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวนอกจากนี้ยังเกี่ยวกับเพศด้วยโดยผู้ชายนั้นมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง
ขณะเดียวกันโรคดังกล่าวยังพบเป็นส่วนมากในคนที่มีรูปร่างอ้วน
แน่นอนว่าด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตทำให้มีไขมันเข้าไปสะสมมากมายยิ่งใครที่ชื่นชอบการกินของมันๆเยอะก็
ยิ่งอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้นตามไปด้วย
โดยการที่น้ำหนักตัวของคนๆหนึ่งเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อภาวะของโรคนี้ยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว
ส่วนอีกสองปัจจัยสำคัญที่จะเกิดโรคนี้คือคนที่อยู่ในภาวะความเครียดสูง
ซึ่งในปัจจุบันด้วยการทำงานที่แข่งขันสูงขึ้นก็ย่อมมีความเครียดเยอะขึ้น
และนำไปสู่โรคดังกล่าวได้ง่ายๆนอกจากนี้ยังเกิดได้ในคนที่มีความดันโลหิตสูง
โดยหากมีความดันสูงเกิน/ มิลลิเมตรปรอทก็จะทำให้เกิดโรคนี้ได้ง่ายๆ…

7 อันตรายที่คุณต้องรู้จาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย

อาหารที่ผ่านการทอด หรือมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบก็มีแนวโน้มที่จะอ้วนได้อยู่แล้ว แต่ถึงเราจะรู้ว่ามันไม่ดี
เราก็ยังทานมาจนถึงปัจจุบันถึงลูกถึงหลานกันเลยทีเดียว ซึ่งอาหารจำพวก โดนัท ลูกชิ้นทอด ของในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
ซึ่งอาจะมีรสชาติที่อร่อยลิ้น ไม่อาจหยุดทานได้ แต่ถ้าเราทานมากเกินไปไขมันจำพวกนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากๆน้ะจ้ะ
วันนี้เราจะมาบอก 7 ข้อย่อยอันตรายจาก “ไขมันทรานส์” ที่จะมากับอาหารสุดอร่อย
1.สัมพันธ์กับโรคอ้วน จากการวิจัยต่างประเทศได้ทดสอบน้ำอาหารจำพวกนนี้ให้ลิงทานเห็นได้ชัดเพียงไม่กีปี
ไขมันบริเวณรอบเอวเพิ่มมากขึ้น ร่างกายดูอวบอิ่มมากกว่าเดิมอย่างเห็ดได้ชัด
2 .ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ ไขมันทรานส์นั้นมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 14 %
เพราะไขมันทรานส์และโรคหลอดเลือดหัวใจมีความเชื่อมโยงกันดังนั้นถ้าอยากมีสุขภาพหัวใจที่ดี
คุณควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ค่ะ
3 .เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ มีหลายการวิจัยพิสูจน์แล้วว่า ผู้สูงอายุจำนวน 104
คนที่มีระดับของไขมันทรานส์ในเลือดสูงขนาดของสมองจะเล็กกว่าคนทั่วไป และเป็นเหตุทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
4 . เพิ่มความก้าวร้าว จากการศึกษาผู้ที่มไขมันทรานส์สูง จะมีพฤติกรรมหงุดหงิดและก้าวร้าวไม่คำนึงถึงเพศหรืออายุ
ซึ่งก็ต้องรอผลการวิจัยเพิ่มเติมอีก

5 .เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แน่นอนครับว่าการทานอาหารจำพวกนี้ระดับของคอเลสเตอรอลสูงขึ้น
ซึ่งนั่นจะเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเบาหวาน
6 .ภาวะซึมเศร้า การทานอาหารไขมันทรานส์สูงนั้นสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้ามากถึง 50%
ในขณะที่การทานอาหารไขมันชนิดที่ดีต่อสุขภาพจะส่งผลกลับตรงกันข้าม
7.สิว ไขมันนำไปสู่การอักเสบในร่างกาย ซึ่งการอักเสบเรื้อรังอาจทำให้บรรดาสิวชนิดต่างๆ มาเยี่ยมเยือนใบหน้าสวยๆ
ของคุณค่ะ
ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเองทานอาหาร 5 หมู่ด้วยน้ะจ้ะ…

ขี้เหล็ก เล็กพริกขี้หนู ทานแล้วดี มีประโยชน์

ขี้เหล็ก อาจเป็นไม้ยืนต้น แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วพวกมันจัดอยู่ในวงศ์ถั่ว และอยู่ในวงศ์ย่อยของราชพฤกษ์
แถมยังเป็นพืชที่มีวิตามินซี สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในพืชผักผลไม้ไทยสนทางกับรสชาติขมที่ผู้คนมักเข้าใจและเบือนหน้าหนี้
โดยนอกจากชื่อ ขี้เหล็ก แล้วสมุนไพรชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นของไทย
อาทิเช่น ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด(แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ)
และขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้) เป็นต้น
ซึ่งส่วนที่ให้วิตามินซีมากที่สุดคือ ดอกขี้เหล็กที่จะออกดอกเป็นช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง มีดอกสีเหลือง
กลีบเลี้ยงกลมมี 3-4 กลีบ หลุดร่วงง่าย ก้านดอกจะยาว 1-1.5เซนติเมตร และมีเกสรตัวผู้หลายเกสร
ดอกขี้เหล็ก
ที่เราเห็นว่าหลุดร่วงง่ายและมักมองข้ามนี่แหละที่มอบวิตามินซี
ให้มากถึง 484 มิลลิกรัม ต่อดอกขี้เหล็ก 100 กรัม
แถมยังมีเบต้าแคโรทีน 0.2 กรัม, ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม,
ธาตุฟอสฟอรัส 4 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.6 มิลลิกรัม, เส้นใยอาหาร
9.8 กรัม, โปรตีน 4.9 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัมและให้พลังงาน 98 กิโลแคลอรี
ขณะเดียวกัน ใบขี้เหล็ก ที่ชาวไทยนำมาประกอบอาหารก็เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ไม่แพ้กัน เมื่อใบขี้เหล็ก 100 กรัม
จะให้เบต้าแคโรทีน 1.4 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 156 มิลลิกรัม,ธาตุฟอสฟอรัส 190 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 5.8 มิลลิกรัม,
เส้นใยอาหาร 5.6 กรัม, โปรตีน 7.7 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 10.9กรัม และพลังงาน 87 กิโลแคลอรีนอกจากนี้ ขี้เหล็ก
ที่เป็นพืชสมุนไพรซึ่งหาได้ง่ายตามท้องตลาดไทยเพราะมีการนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายยังมีสรรพคุณทางการแพทย์อีกมากมาย
ไล่ตั้งแต่แก้อาการท้องผูก บำรุงโลหิต บำรุงน้ำดี ช่วยเจริญอาหาร
ช่วยกำจัดรังแค ไปจนถึงทำให้ผมชุ่มชื่นเงางาม
เท่านั้นไม่พอ ขี้เหล็ก ยังมีสาร “บาราคอล” (Baracol)
ที่มีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆทำให้นอนหลับสบาย แต่ต้องเข้าใจกระบวนการปรุงอาหารจาก
ขี้เหล็ก ให้ปลอดภัย ด้วยการต้มน้ำทิ้งเสียก่อนนั่นก็เพื่อลดความขมและความเฝื่อน
ทำให้ความเป็นพิษและฤทธิ์ดังกล่าวลดน้อยลง โดยส่วนของ
ขี้เหล็ก ที่นำมาใช้และมีสรรพคุณทางยา ได้แก่ ดอก ใบ ใบแก่ ฝัก เปลือกฝัก เปลือกต้น ลำต้น กิ่ง แก่น และราก
กระนั้นหากรับประทาน ขี้เหล็ก ไม่ถูกวิธี
สมุนไพรชนิดนี้ก็พร้อมจะให้โทษอย่างมหันต์เช่นกัน อาทิเช่น การรับประทานขี้เหล็กในลักษณะที่นำใบขี้เหล็กไปตากแห้งแล้ว
บรรจุเป็นเม็ด อาจทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ตับหรืออาจทำให้เกิดภาวะตับอักเสบได้
ซึ่งการรับประทาน ขี้เหล็ก อย่างปลอดภัยต้องเลือกใบเพสลาดหรือตั้งแต่ยอดอ่อนถึงใบขนาดกลาง
และนำไปต้มให้เดือด เทน้ำทิ้งสัก 2-3 น้ำแล้วค่อยนำมาปรุงอาหาร หรือนำไปทำเป็นยา
ซึ่งวิธีการแบบพื้นบ้านนี้จะช่วยฆ่าฤทธิ์และทำลายสารที่เป็นอันตรายต่อตับได้ และยังช่วยลดความขมลงได้อีกด้วย…