การเลือกซื้อครีมกันแดด

เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นสามารถทำร้ายผิวหนังของเราได้ อาจกระตุ้นให้เกิดฝ้า ผิวเหี่ยว รวมถึงการเกิดมะเร็งของผิวหนังด้วยได้ เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตนั้นมีในแดด แสงไฟในออฟฟิศ ไฟฟลูออเรสเซนท์ตามบ้าน และแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย ดังนั้นครีมกันแดดเป็นสิง่ที่จำเป็นในการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ในชีวิตประจำวันของสาว ๆ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ทั้งนั้นการเลือกครีมกันแดดควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  1. ครีมกันแดดที่ดีควรมีทั้งสารที่ช่วยป้องกันรังสี UVA และรังสี UVB เช่น สาร anthranilates ซึ่งพบได้บ่อยในครีมกันแดดทั่วไป
  2. ถ้าทำงานในร่มเป็นหลัก หรือทำงานในออฟฟิศ ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 (หรือประมาณ SPF 8-12) และมีค่า PA++ ระบุไว้ที่ผลิตภัณฑ์ด้วย แต่หากต้องทำงานออกแดดให้เลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-20 และมีค่า PA+++ สำหรับการทำกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยาน ควรเลือกเป็น SPF 20-30, เล่นกีฬาทางทะเล เลือก SPF 50 แต่หากต้องออกแดดกลางแจ้งเป็นเวลานานและมีแดดแรงมาก ควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป
  3. การเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นนัก เพียงแต่ขอให้ครีมกันแดดนั้นมีประสิทธิภาพจริงตามที่ระบุไว้ในฉลากก็พอ แต่อย่าลืมว่าจากการตรวจสอบครีมกันแดดบางยี่ห้อกลับพบว่ามีคุณสมบัติในการป้องกันด้อยกว่าในฉลากที่ระบุไว้
  4. เครื่องสำอางป้องกันแสงแดดควรเป็นชนิดทนน้ำหรือทนเหงื่อ และควรทาก่อนออกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ครีมกันแดดซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น หากทาแล้วออกไปรับแดดทันทีหรือออกไปแล้วจึงค่อยทาจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
  5. ถ้าจะลงเล่นน้ำควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่กันน้ำได้และทาซ้ำบ่อย ๆ อย่าง Water resistant จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 40 นาที และ Waterproof จะออกฤทธิ์กันแดดได้สูงสุด 80 นาที เพราะฉะนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 40-80 นาทีตามแต่ชนิด
  6. ควรเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว หากสภาพผิวมัน การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มันหรือมีค่า SPF สูง ๆ ก็อาจทำให้เกิดสิวอุดตันได้ ดังนั้นการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผิวแห้งมากก็ควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือถ้าเป็นคนผิวแพ้ง่าย ก็ยิ่งต้องเลือกมากเป็นพิเศษ
  7. ควรทดสอบการแพ้ครีมกันแดดก่อนใช้เสมอ ด้วยการนำครีมกันแดดมาทาใต้ท้องแขนทิ้งไว้ 15 นาที แล้วสังเกตว่ามีอาการบวมแดงหรือไม่ (แต่บางคนอาจใช้เวลานานกว่านั้นกว่าจะปรากฏอาการแพ้ ดังนั้นจึงต้องรอดูอาการถึง 1-3 วัน เพื่อความแน่ใจ) ถ้ามีอาการดังกล่าวแสดงว่าเราแพ้สารเคมีจากครีมกันแดดชนิดนั้น ๆ

ควรสังเกตวันหมดอายุของครีมกันแดดด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีกำหนดอายุประมาณ 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต และไม่ควรเก็บครีมกันแดดไว้ในที่ร้อน ๆ

ล้างหน้าให้สะอาด ปราศจากสิว ผิวอ่อนเยาว์

การดูแลผิวหน้าต้องให้ความสำคัญทั้งขั้นตอนการทำความสะอาด และการบำรุงผิวหน้า ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะละเลยเรื่องการทำความสะอาด แม้วันธรรมดาที่เราไม่ได้ลงรองพื้น ทาเพียงครีมกันแดด การล้างหน้าให้สะอาดย่อมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะผิวหน้าที่สะอาดย่อมลดอัตราของเสียที่จะเข้าไปอุดตันรูหุมขน สาเหตุของการเกิดสิว รวมถึงการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างดี ช่วยให้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสามารถช่วยฟื้นฟูผิวหน้าได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขั้นตอนการทำความสะอาดผิวหน้าต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  1. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวให้เหมาะกับผิวหน้า ซึ่งผิวหน้าของสาว ๆ นั้นมีทั้งผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวผสม ผิวมัน รวมถึงผิวบอบบางแพ้ง่าย ควรหมั่นสังเกตว่าผิวหน้าของตนเองเป็นแบบใด เช่น ตื่นเช้าแล้วผิวมีน้ำมันอยู่ทั่วทั้งใบหน้า แถว ๆ แก้มเห็นรูหุมขนที่เด่ดชัด นั่นเพราะคุณมีสภาพผิวที่มัน หรือบางคนผิวบอบบางแพ้ง่ายมาก ไวต่อแอลกอฮอลล์หรือน้ำหอม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผิวตามมา คุณควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับผิวหน้า โดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย ควรใส่ใจกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดผด ผื่น สิว หรืออาการแพ้ทางผิวหนังจากส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า
  2. Makeup Remover หรือผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง ซึ่งจำเป็นสำหรับสาวที่ต้องแต่งหน้าทุกวัน เพราะจะช่วยทำความสะอาดเครื่องสำอางที่อุดตันอยู่บนใบหน้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันนั้นมีให้เลือกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นสูตรน้ำเหมาะสำหรับใช้ทุกวัน สูตรออยล์เหมาะสำหรับเช็ดเครื่องสำอางกันน้ำ หรือสูตรปราศจากแอลกอฮอล์สำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะจะลดการระคายเคืองได้ การเช็ดเครื่องสำอางด้วย Makeup remover ควรเช็ดอย่างเบามือ ลูบตามรูหุมขน เช็ดจนสะอาดหมดจด ไม่มีเครื่องสำอางติดมากับสำลีที่เช็ด
  3. ล้างหน้าด้วยโฟม เจล หรือสบู่ล้างหน้า หลังจากล้างเครื่องสำอางด้วย Makeup Remover เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ว่าจะทำความสะอาดผิวได้อย่างหมดจด เพราะ Makeup Remover นั้นมีไว้ล้างเครื่องสำอางออกจากผิวหน้า แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิว ซึ่งสาว ๆ ท่านใดที่มีผิวมันควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเป็นเจล เพราะหากใช้สบู่หรือโฟมที่ล้างแล้วผิวตึงเกินไป ยิ่งจะทำให้น้ำมันในผิวถูกผลิตขึ้นมาเยอะขึ้น และหน้าจะยิ่งมัน เสียสมดุล และก่อให้เกิดการอุดตันขึ้นได้
  4. ขณะล้างหน้าควรนวดโฟม เจล หรือสบู่ให้ทั่วใบหน้า นานประมาณ 1 นาที เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดได้ซึมซับเข้าไปทำความสะอาดในรูขุมขน
  5. ในการล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด ควรล้างหลายครั้งจนมั่นใจว่าสะอาดหมดจด ไม่มีความลื่นจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจนผิวหน้า
  6. เช็ดหน้าให้แห้ง ด้วยการค่อย ๆ ซับหน้าเบา ๆ ด้วยทิชชู่สำหรับเช็ดหน้า หรือที่ผ้าสะอาด ซึ่งผ้าเช็ดหน้ากับผ้าเช็ดตัวไม่ควรเป็นผ้าผืนเดียวกัน เพราะผิวหน้านั้นบอบบางกว่าผิวส่วนอื่น ในบางท่านอาจเพิ่มขั้นตอนของการใช้โทนเนอร์ เพื่อช่วยเตรียมผิวสำหรับการบำรุง หรือการสครับสำหรับทำความสะอาดผิวหน้าสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รวมถึงการใช้โคลนพอกหน้า เพื่อหระชับรูหุมขน ลดความมันบนใบหน้าได้ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

7 ประโยชน์ของการดื่มน้ำอุ่น

การดื่มน้ำมีความสำคัญต่อร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยขับสารพิษทำให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง และช่วยให้ผิวนุ่มแลดูอ่อนเยาว์ลง แต่เชื่อว่าหลายๆ คนชอบดื่มน้ำเย็นๆ มากกว่า เพราะทำให้รู้สึกสดชื่น แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มน้ำอุ่นก็มีประโยชน์กับร่างกายและช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้อีกด้วย ต่อไปนี้คือประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น

  1. ช่วยย่อยอาหาร
    การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นให้ต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ ทำให้ระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป และทำให้ใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลงอีกด้วย
  2. บรรเทาอาการท้องผูก
    การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำในขณะที่ท้องว่างยังช่วยควบคุมการเคลื่อนตัวของลำไส้ และช่วยต่อสู้กับอาการท้องผูกได้ เพราะการมีน้ำในลำไส้น้อยเกินไปจะทำให้อุจจาระแข็งและแห้ง จึงถ่ายออกได้ยาก การดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยบรรเทาอาการท้องผูกอย่างได้ผล
    ถ้าไม่อยากท้องผูก แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน 1 แก้วทุกเช้าในเวลาท้องว่าง ลองหยดน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวลงไปในน้ำอุ่น ยิ่งช่วยเพิ่มประโยชน์ต่อลำไส้ได้มากยิ่งขึ้น
  3. บรรเทาอาการเจ็บคอ
    การดื่มน้ำอุ่นมีส่วนช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียว และขจัดออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยให้รู้สึกสบายคอมากขึ้น
  4. ช่วยรักษาอาการคัดจมูก
    การดื่มน้ำอุ่นๆ จะช่วยให้เสมะหรือน้ำมูกที่ข้นเหนียวอยู่ละลายแล้วขับออกทั้งจากในโพรงจมูกและทางเดินหายใจ ช่วยลดโอกาสเติบโตของเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ นอกจากนี้ยังช่วยล้างพิษออกจากร่างกาย ทำให้หายป่วยได้เร็วขึ้นไปด้วย
  5. ช่วยล้างพิษในร่างกาย
    เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่นประมาณ 2-3 ถ้วย จะช่วยให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น ช่วยให้เหงื่อออก ซึ่งเหงื่อที่ไหลออกมาคือการช่วยชะล้างสารพิษออกมาจากร่างกายนั่นเอง
  6. ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต
    การดื่มน้ำอุ่นช่วยปรับการไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น มีความสำคัญคือช่วยให้เลือดนำส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไหลผ่านไปสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะทั่วร่างกาย การไหลเวียนโลหิตที่เหมาะสมสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
    เมื่อคุณดื่มน้ำอุ่น ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายจะเผาผลาญ เพิ่มการไหลเวียนโลหิตในร่างกายและยังล้างพิษที่เป็นอันตรายออกไปได้
  7. ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ
    หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับการนอนหลับ การจิบน้ำอุ่นสักแก้วก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เพราะน้ำอุ่นๆ จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ทำให้รู้สึกสบายขึ้น ทำให้ง่วงและสงบลงได้

4 เคล็ดลับการเลือกอาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ถูกต้อง

น้ำหนักเกินกลายเป็นปัญหาที่หลายคนส่วนใหญ่เจอ และมักเลือกที่จะหลีกเลี่ยงด้วยการเลือกทานอาหารให้มากขึ้นเพื่อให้มีสุขภาพดี และดูหุ่นดีอยู่เสมอ ซึ่งอาหารเสริมกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งในยุคนี้อาหารเสริมนั้นมีให้เลิกมากมายหลายแบรนด์ และหลายรูปแบบที่จะมาช่วยในเรื่องต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง ดังนั้นเราจึงขอแนะนำวิธีเลือกอาหารเสริมที่จะทำให้คุณได้รับประโยชน์มากขึ้นมาให้ได้ศึกษากัน

มาตรฐานการผลิต

เริ่มกันที่อย่างแรกคือเราต้องดูจากมาตรฐานการผลิตก่อนเพื่อดูว่ามีความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้โดยเด็ดขาดเพราะเป็นขั้นตอนแรกที่จะบ่งบอกได้ว่าสินค้านั้นสะอาด และได้มาตรฐานหรือไม่นั่นเอง โดยหากสินค้ามีตัวอักษรว่า GMP หรือ FDX หรืออย. ก็ถือว่าอาหารเสริมตัวนั้นได้รับการรับรองระดับมาตรฐานสากลสะอาด และปลอดภัยแน่นอน ถ้าอาหารเสริมแบรนด์ไหนที่ไม่มีอย.แนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงโดยด่วน เพราะนี่อาจเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเมื่อเราทานเข้าแล้วอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายก็เป็นได้แถมยังต้องเสียเงินแบบสูญเปล่าอีกด้วย

วัตุดิบ-ส่วนประกอบในอาหารเสริม

โดยส่วนใหญ่แล้วอาหารเสิรมมักถูกผลิตขึ้นมาโดยเน้นไปที่การควบคุมน้ำหนักของผู้ทาน โดยจะสกัดส่วนผสมมาจากวัตถุดิบในธรรมชาติดช ซึ่งในแต่ละตัวก็จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผู้บริโภคแล้วเราควรจำเป็นอย่างยิ่งว่าสรรพคุณในอาหารเสริมตัวนั้นๆเป็นอย่างไรให้ประโยชน์อะไรบ้าง และที่สำคัญมันจะส่งผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง เพราะหากเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจจะต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดก่อนจะตัดสินใจรับประทานอาหารเสริมตัวนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวหรือไม่มีอาการแพ้อะไรก็สามารถรับประทานได้สบายๆไม่ต้องเป็นกังวล แต่ก็ควรศึกษาอาหารชิ้นนั้นๆไว้หน่อยก็ดีเหมือนกันเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเอง

สรรพคุณ

แน่นอนว่าโดยส่วนมากแล้วสรรพคุณของอาหารเสริมจะช่วยในเรื่องผิวสวยใสโดยเฉพาะการลดน้ำหนักที่เกือบจะมีอยู่ในตัวสินค้าทุกแบรนด์ เพราะเมื่อมีสรรพคุณเหล่านี้จะช่วยให้สินค้าเหล่านั้นเพิ่มคุณค่ามากขึ้น และได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคอย่างแพร่หลายแถมยังโดนใจกลุ่มสาวๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการขายอาหารจำนวนมากเลยทีเดียว

ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า

นี่คืออีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะมันจะเป็นตัวช่วยบอกว่าแบรนด์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถิชือได้มากแค่ไหน โดยทุกวันนี้มีแบรนด์หลายเจ้าส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดมากมาย ซึ่งจะสามารถดูความน่าเขื่อถือได้จากรีวิวของผู้ใช้ต่างๆหรือผู้ที่เคยได้รับการใช้งานจริงมาแล้ว ยิ่งหากเป็นการรีวิวโดยตรงจากดาราที่ใช้งานมาแล้วจริงๆก็จะมีความน่าเชื่อถือในแบรนด์มากขึ้น

สายรัดข้อมือเซ็นเซอร์วัดกำลังอย่างละเอียด

สายรัดข้อมือ/นาฬิกาวัดการออกกำลังกายยุคนี้เต็มไปด้วยเซ็นเซอร์มากมาย แต่รู้ไหมว่า แต่ละตัวทำงานแตกต่างกันยังไง?

เซ็นเซอร์สำหรับการนับจำนวนก้าว

อุปกรณ์วัดการออกกำลังกายอย่าง ฟิตบิต ชาร์จ ใช้แอคเซเลโรมิเตอร์และอัลกอริธึ่ม (ชุดคำสั่งที่สร้างไว้ตามขั้นตอน) เพื่อนับจำนวนก้าวที่เดินตลอดทั้งวัน ซึ่งจะจับการเคลื่อนไหวตามแกน (อาทิ แนวตั้ง/แกนนอน) เช่น ขับรถ, ขึ้นบันได กระโดดขึ้น/ลง และการวิ่ง โดยทำงานร่วมกับแอพหรือระบบติดตามการออกกำลังกาย เพื่อคำนวณหาข้อมูลที่ถูกต้อง

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

อุปกรณ์บางรุ่น เช่น โมโต 360 และ ซัมซุง เกียร์ ใช้ออปติกเซ็นเซอร์ ฝังลงบนด้านหลังของตัวเรือน โดยจะยิงแสงไปยังผิวหนัง เพื่อวัดชีพจร หากยังนึกภาพไม่ออก ให้ลองตั้งหัวไฟฉายขึ้น แล้วเปิดไฟ จากนั้น ยื่นนิ้วปลายไปแตะบนหัวไฟฉาย ทั้งนี้ การยิงแสงลงบนผิวหนัง จะทำให้เซ็นเซอร์สามารถวัดการไหลเวียนเลือดและอัตราการเต้นของหัวใจได้

เซ็นเซอร์สำหรับติดตามการนอน

ขณะที่แอคเซเลโรมิเตอร์ติดตามการขยับร่างกายแบบขึ้น/ลง, ซ้าย/ขวาหรือหน้า/หลัง แต่เซ็นเซอร์อย่าง จีโรสโคป สามารถตรวจจับการหมุนได้ จึงถูกนำมาใช้เพื่อวัดการนอนที่มีการขยับ/พลิกตัวไปมา หรือออกอาการกระสับกระส่าย โดยอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ในลักษณะนี้ได้ ก็อย่างเช่น ซัมซุง เกียร์, จอว์โบน อัพ, รันทาสติด ออร์บิท, เอ็มไอ แบนด์ ฯลฯ

เซ็นเซอร์วัดแคลอรี่ที่เผาผลาญไป

การคำนวณหาแคลอรี่ที่เผาผลาญ จะมาจากข้อมูล ทั้งเรื่องอายุ, ส่วนสูง, น้ำหนัก, เวลา (เป็นนาที) ที่ทำกิจกรรมและจำนวนก้าวที่เดินในแต่ละวัน โดยระบบติดตามการออกกำลังกายของการ์มิน วิโวฟิต จะนำข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำ ไปเข้าสู่ระบบคำนวณปริมาณแคลอรี่ เช่น MyFitnessPal แล้วแสดงค่าออกมา เพียงกรอกข้อมูลเรื่องอาหารที่กินไป, ระดับการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ทำทั้งวัน จากนั้นจะได้ค่าปริมาณแคลอรี่ที่เผาผลาญไป โดยคำนวณจากพื้นฐานเรื่องระยะทางที่คุณเดิน, อายุและน้ำหนัก โดยเหมาะมากสำหรับคนที่กำลังไดเอทหรืออยู่ในช่วงระหว่างการลดน้ำหนัก